ข่าวด่วน
สี จิ้นผิง กำหนดเยือนวอชิงตัน 24 กันยายน ตอบแทนทรัมป์เยือนปักกิ่งเดือนพฤษภาคม  ◆  ศิลปินไทยร่วมร้อยชีวิตบินลัดฟ้าสู่ปักกิ่ง ร่วมคอนเสิร์ตนานาชาติที่กำแพงเมืองจีน ฉลอง 51 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน  ◆  เวทีความมั่นคงสาธารณะโลกเปิดฉากที่เหลียนหวิ่นก่าง ผู้แทน 139 ประเทศเข้าร่วมทำสถิติสูงสุด  ◆  CIFTIS 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่ที่สวนโชวกัง ปักกิ่ง ทำสถิติผู้ร่วมงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์  ◆  CIFIT ครั้งที่ 26 เปิดฉากที่เซี่ยเหมิน ใช้ระบบประเทศแขกผู้มีเกียรติคู่ครั้งแรก      สี จิ้นผิง กำหนดเยือนวอชิงตัน 24 กันยายน ตอบแทนทรัมป์เยือนปักกิ่งเดือนพฤษภาคม  ◆  ศิลปินไทยร่วมร้อยชีวิตบินลัดฟ้าสู่ปักกิ่ง ร่วมคอนเสิร์ตนานาชาติที่กำแพงเมืองจีน ฉลอง 51 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน  ◆  เวทีความมั่นคงสาธารณะโลกเปิดฉากที่เหลียนหวิ่นก่าง ผู้แทน 139 ประเทศเข้าร่วมทำสถิติสูงสุด  ◆  CIFTIS 2026 เปิดฉากยิ่งใหญ่ที่สวนโชวกัง ปักกิ่ง ทำสถิติผู้ร่วมงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์  ◆  CIFIT ครั้งที่ 26 เปิดฉากที่เซี่ยเหมิน ใช้ระบบประเทศแขกผู้มีเกียรติคู่ครั้งแรก      
欧亚时报·泰国站
欧亚时报
泰国站 · EURASIA TIMES
กลับหน้าหลัก
การเมือง
สี จิ้นผิง กำหนดเยือนวอชิงตัน 24 กันยายน ตอบแทนทรัมป์เยือนปักกิ่งเดือนพฤษภาคม
欧亚时报编辑部·2 วัน· 5 นาที
"China, National Flags series (N195)" by themet is marked with CC0 1.0. To view the terms, visit https://creativecommons.org/publicdomain/zero/1.0/.
ประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง จะพบหารือกับทรัมป์ที่ทำเนียบขาวในวันที่ 24 กันยายน ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างผู้นำสหรัฐฯ-จีนครั้งที่สองในปีนี้ ต่อจากการเยือนจีนของทรัมป์เมื่อเดือนพฤษภาคม โดยคาดว่าจะเน้นประเด็นการขยายข้อตกลงสงบศึกทางการค้า ไต้หวัน และการแข่งขันด้านเทคโนโลยี
ประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง มีกำหนดเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันในวันที่ 24 กันยายนตามคำเชิญของสหรัฐฯ เพื่อตอบแทนการเยือนปักกิ่งแบบรัฐพิธีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และจะเป็นการพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งที่สองระหว่างผู้นำทั้งสองนับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้าทำเนียบขาวเมื่อต้นปีนี้ ทำเนียบขาวยืนยันกำหนดการดังกล่าว โดยทรัมป์ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมว่าสี จิ้นผิงจะเดินทางถึงทำเนียบขาวในวันที่ 24 กันยายน ตามรายงานของสำนักข่าวสปุตนิกและสื่ออื่น ๆ ตามกำหนดการ สี จิ้นผิงพร้อมภริยา เผิง ลี่หยวน จะเดินทางถึงกรุงวอชิงตันในค่ำวันที่ 23 กันยายน จากนั้นจะหารือกับทรัมป์ที่ทำเนียบขาวในวันที่ 24 กันยายน ก่อนเดินทางกลับในวันที่ 25 กันยายน โดยมีกำหนดการหารืออย่างเป็นทางการเพียงวันเดียวเท่านั้น ที่น่าสังเกตคือ สี จิ้นผิงจะไม่เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่จัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันที่นครนิวยอร์ก ซึ่งจะเปิดฉากในวันที่ 22 กันยายน โดยฝ่ายจีนระบุชัดเจนว่าการเดินทางครั้งนี้มุ่งเน้นประเด็นทวิภาคีเป็นหลัก มิใช่การใช้เวทีสมัชชาใหญ่ฯ เพื่อดำเนินการทูตพหุภาคี
การเยือนครั้งนี้ถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นการตอบแทนอย่างสุภาพต่อการเยือนปักกิ่งของทรัมป์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เดิมทีทรัมป์มีกำหนดเยือนจีนในต้นเดือนเมษายน แต่ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากสงครามอิหร่านปะทุขึ้น ทำเนียบขาวจึงประกาศเมื่อวันที่ 25 มีนาคมว่าทรัมป์จะเปลี่ยนไปเยือนจีนแบบรัฐพิธีในวันที่ 14-15 พฤษภาคมแทน ก่อนการเยือนดังกล่าว พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 16 เมษายนว่า ฝ่ายจีนได้ให้การรับประกันระดับสูงแก่ทำเนียบขาวว่าจะไม่ส่งมอบอาวุธให้อิหร่าน โดยตัดความเป็นไปได้ที่จะโอนขีปนาวุธพื้นสู่อากาศให้กองทัพอิหร่านอย่างชัดเจน ซึ่งช่วยขจัดอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งสำหรับการเยือนของทรัมป์ ระหว่างการเยือนจีนในเดือนพฤษภาคม ทรัมป์ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากฝ่ายจีน ทั้งสองฝ่ายหารือประเด็นการค้า ไต้หวัน และปัญญาประดิษฐ์ พร้อมแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง วิกฤตยูเครน และคาบสมุทรเกาหลี โดยในการหารือครั้งนั้น ทรัมป์ได้เชิญสี จิ้นผิงเยือนสหรัฐฯ มีรายงานว่าทรัมป์วางแผนต้อนรับสี จิ้นผิงด้วยงานเลี้ยงอาหารค่ำระดับรัฐพิธี และทำเนียบขาวกำลังเตรียมพิธีการที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงถึงความสำคัญที่ให้กับการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงครั้งนี้ นักวิเคราะห์ชี้ว่า การที่ผู้นำทั้งสองสามารถแลกเปลี่ยนการเยือนกันได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายต้องการใช้การเจรจาระดับสูงเพื่อรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ตึงเครียด และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่ไม่พึงประสงค์อันเกิดจากการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด
จุดที่น่าจับตาประการหนึ่งของการเยือนครั้งนี้คือ ฝ่ายจีนจะจัดคณะนักธุรกิจขนาดใหญ่ร่วมเดินทางไปด้วย ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์และสื่ออื่น ๆ จีนกำลังเตรียมคณะผู้แทนนักธุรกิจขนาดใหญ่ให้ร่วมเดินทางไปกับสี จิ้นผิง เพื่อแสดงความตั้งใจของฝ่ายจีนในการส่งเสริมการลงทุนและการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน และเพื่อสร้างเสถียรภาพเชิงเศรษฐกิจให้กับความสัมพันธ์ท่ามกลางบริบทที่ซับซ้อนของภาษีศุลกากร มาตรการควบคุมเทคโนโลยี และการแข่งขันด้านความมั่นคงแห่งชาติ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อคณะผู้แทนอย่างเป็นทางการ และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าทำเนียบขาวยังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดคณะผู้แทนของฝ่ายจีน โดยการเตรียมการที่เกี่ยวข้องยังดำเนินอยู่
ในแง่วาระการหารือ คาดว่าการพบกันครั้งนี้จะเน้นประเด็นการค้า ปัญญาประดิษฐ์ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี ไต้หวัน และความมั่นคงในภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าสถานการณ์อิหร่านอาจถูกหยิบยกขึ้นมาหารือด้วย บริบทสำคัญเบื้องหลังการพบกันครั้งนี้คือข้อตกลงสงบศึกทางการค้าที่ผู้นำทั้งสองประเทศบรรลุระหว่างการประชุมสุดยอดเอเปกที่เกาหลีใต้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว มาตรการตอบโต้ทางภาษีและที่มิใช่ภาษีซึ่งเดิมจะหมดอายุลง ได้ถูกระงับการบังคับใช้ออกไปจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2026 ครอบคลุมถึงภาษีตอบโต้ 24% ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากจีน มาตรการตอบโต้ของฝ่ายจีน ตลอดจนกฎ “การควบคุมส่งออกแบบเจาะทะลุ 50%” ของสหรัฐฯ และมาตรการควบคุมส่งออกที่เกี่ยวข้องของฝ่ายจีน ขณะเดียวกัน จีนยังให้คำมั่นที่จะระงับมาตรการควบคุมการส่งออกแร่ธาตุหายากฉบับขยายที่เคยประกาศไว้เมื่อปีก่อนหน้า โดยหันมาออกใบอนุญาตทั่วไปให้ผู้ใช้ปลายทางในสหรัฐฯ และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกสามารถนำเข้าแร่ธาตุหายาก แกลเลียม เจอร์เมเนียม พลวง และแกรไฟต์ได้ นอกจากนี้ข้อตกลงยังครอบคลุมถึงการปราบปรามสารตั้งต้นเฟนทานิลที่ไหลเข้าสู่สหรัฐฯ การระงับมาตรการตอบโต้บริษัทผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ ตลอดจนการเปิดตลาดจีนอีกครั้งสำหรับการนำเข้าถั่วเหลืองและสินค้าเกษตรอื่น ๆ จากสหรัฐฯ นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันคลังสมองและสื่อต่าง ๆ ประเมินว่า ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่มีแนวโน้มมากที่สุดจากการพบกันในวันที่ 24 กันยายน คือการขยายข้อตกลงสงบศึกดังกล่าวออกไปอีกหนึ่งปีก่อนที่จะหมดอายุ ขณะเดียวกันทั้งสองฝ่ายยังเดินหน้าผลักดันกรอบการลดภาษีศุลกากรที่ครอบคลุมมูลค่าการค้าประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าเป้าหมายหลักของการพบกันครั้งนี้คือการรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์และควบคุมความเสี่ยง มากกว่าการสร้างความก้าวหน้าครั้งใหญ่ ส่วนความขัดแย้งเชิงโครงสร้างในประเด็นการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี นโยบายอุตสาหกรรม การตรวจสอบความมั่นคงด้านการลงทุน ไต้หวัน และห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ คาดว่าจะยังคงค้างคาต่อไป ยากที่จะคลี่คลายได้อย่างสิ้นเชิงในการพบกันเพียงครั้งเดียว
หากมองในมิติเวลาที่ยาวขึ้น การเยือนกรุงวอชิงตันครั้งนี้ยังมีนัยสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นพิเศษ ข้อมูลสาธารณะระบุว่า ครั้งสุดท้ายที่สี จิ้นผิงเหยียบแผ่นดินสหรัฐฯ คือเดือนพฤศจิกายน 2023 เมื่อเขาเดินทางไปนครซานฟรานซิสโกเพื่อพบหารือกับโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ส่วนหากนับเฉพาะการเยือนกรุงวอชิงตันอย่างเป็นทางการในรูปแบบรัฐพิธี ต้องย้อนกลับไปถึงการเยือนเมื่อเดือนกันยายน 2015 นั่นหมายความว่า หากกำหนดการวันที่ 24 กันยายนเป็นไปตามแผน จะถือเป็นการเยือนกรุงวอชิงตันแบบรัฐพิธีครั้งแรกของสี จิ้นผิงในรอบราว 11 ปี และยังเป็นครั้งแรกที่ผู้นำทั้งสองประเทศพบกันบนแผ่นดินสหรัฐฯ นับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม ซึ่งมีนัยเชิงสัญลักษณ์ไม่น้อย
ประเด็นไต้หวันยังคงเป็นหนึ่งในหัวข้อที่อ่อนไหวที่สุดและได้รับความสนใจมากที่สุดสำหรับการพบกันครั้งนี้ ตามเนื้อหาการหารือก่อนหน้านี้ที่สื่อทางการจีนเปิดเผย สี จิ้นผิงเคยบอกกับทรัมป์อย่างตรงไปตรงมาว่า หากประเด็นไต้หวันไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ความเสียดทานหรือแม้กระทั่งความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ คำกล่าวนี้ถูกตีความอย่างกว้างขวางว่าเป็นการที่ฝ่ายจีนขีดเส้นแบ่งชัดเจนในประเด็นที่แตะต้องผลประโยชน์หลักด้านอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ก่อนการพบกันครั้งที่สองของผู้นำทั้งสองประเทศในปีนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้ทั้งสองฝ่ายจะพยายามรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทวิภาคีในปัจจุบันและหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์เลยเถิด แต่ในประเด็นหลักการที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หลัก จุดยืนของฝ่ายจีนไม่มีช่องว่างสำหรับการผ่อนปรนหรือยอมถอยแต่อย่างใด
เมื่อทบทวนพัฒนาการความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนตลอดปีนี้ ทั้งสองประเทศต่างผ่านความเสียดทานและการต่อสู้ไปมาหลายรอบในประเด็นภาษีศุลกากร มาตรการควบคุมการส่งออก และการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็เคยใช้ช่องทางการสื่อสารระดับสูงพยายามคลี่คลายความตึงเครียดหลายครั้ง การที่ทรัมป์เยือนจีนในเดือนพฤษภาคมและสี จิ้นผิงเดินทางตอบแทนในเดือนกันยายนนี้ ถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงว่าความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนได้ก้าวเข้าสู่ช่วง “ขัดแย้งแต่ไม่แตกหัก” ระลอกใหม่ ผู้สังเกตการณ์ส่วนใหญ่เห็นว่า ในความเป็นจริงที่ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างสองประเทศยากจะขจัดให้หมดไปได้ในระยะสั้น การที่ผู้นำทั้งสองเลือกแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงเพื่อบริหารจัดการความแตกต่างและรักษาช่องทางการสื่อสารให้เปิดอยู่ จะช่วยลดความเสี่ยงที่ความสัมพันธ์จะหลุดจากการควบคุมอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือการประเมินผิดพลาด แต่การพบกันที่ทำเนียบขาวครั้งนี้จะสามารถสร้างเสถียรภาพระยะยาวให้กับความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนที่ผันผวนได้จริงหรือไม่ ยังคงต้องรอการพิสูจน์ตามกาลเวลา สำหรับภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ ทิศทางของการพบกันระดับผู้นำครั้งนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดเช่นกัน หากข้อตกลงสงบศึกทางการค้าได้รับการขยายออกไปตามคาด และกรอบการลดภาษีศุลกากรสามารถผลักดันได้สำเร็จ ก็จะช่วยบรรเทาความไม่แน่นอนที่เกิดจากการยกระดับมาตรการภาษีและการควบคุมการส่งออกซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานและความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของทั้งสองประเทศ ในทางกลับกัน หากการพบกันครั้งนี้เกิดความเสียดทานอย่างไม่คาดคิดในประเด็นหลักอย่างไต้หวัน ก็อาจทำให้บรรยากาศผ่อนคลายที่กว่าจะได้มายากลำบากต้องเผชิญแรงกดดันอีกครั้ง ประชาคมโลกต่างจับตาดูว่าการพบกันที่ทำเนียบขาวซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นมานานปีครั้งนี้ จะสามารถเปิดหน้าต่างแห่งเสถียรภาพสัมพัทธ์ให้กับความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนที่ผันผวนต่อเนื่องได้หรือไม่
จดหมายข่าว
รับข่าวเด่นทุกเช้า
สรุปข่าวสำคัญวันละครั้ง ฟรี ไม่มีสแปม
欧亚时报·泰国站
欧亚时报·泰国站
สื่อข่าวหลายภาษาสำหรับผู้อ่านจีน-ไทย เน้นรายงานเชิงลึกและวิเคราะห์สถานการณ์
© 2026 欧亚时报·泰国站 · Eurasia Times Thailand. สงวนลิขสิทธิ์
นโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไข