เมื่อวันที่ 12-13 กันยายน (ตามเวลาท้องถิ่น) การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มบริกส์ครั้งที่ 18 จัดขึ้นที่ภารัต มันดาปัม (Bharat Mandapam) กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย โดยอินเดียเป็นประธานหมุนเวียนของการประชุมครั้งนี้ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนได้กล่าวถ้อยแถลงสำคัญในการประชุมช่วงที่สอง โดยประกาศว่าจีนจะเป็นผู้นำในการจัดตั้งชุมชนโอเพนซอร์สด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของกลุ่มบริกส์ สนับสนุนความร่วมมือในการพัฒนาและประยุกต์ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) จัดสัมมนาและหลักสูตรฝึกอบรมด้าน AI เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศ AI แบบเปิดและครอบคลุม สื่อต่างประเทศหลายแห่งมองว่าถ้อยแถลงนี้เป็นความเคลื่อนไหวสำคัญของจีนในการแข่งขันช่วงชิงอิทธิพลด้านการกำกับดูแล AI ระดับโลก และพยายามคานอำนาจกับแนวทางเทคโนโลยีที่นำโดยสหรัฐฯ
ตามเนื้อหาคำกล่าวที่กระทรวงการต่างประเทศจีนและสำนักข่าวซินหัวเผยแพร่ สีจิ้นผิงกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมช่วงที่สองของการประชุมสุดยอด โดยเสนอข้อริเริ่มหลายด้านเพื่อยกระดับความร่วมมือของกลุ่มบริกส์ ในจำนวนนี้มี 3 ข้อริเริ่มที่สื่อหลายแห่งรายงานเน้นเป็นพิเศษ ได้แก่ หนึ่ง “ข้อริเริ่มโอเพนซอร์ส AI แบบเปิดกว้างและครอบคลุม” คือจีนเป็นผู้นำจัดตั้งชุมชนโอเพนซอร์ส AI ของกลุ่มบริกส์ สนับสนุนความร่วมมือพัฒนาและประยุกต์ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ จัดสัมมนาและหลักสูตรฝึกอบรมด้าน AI เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI แบบเปิด สอง “ข้อริเริ่มอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน” ที่เสนอให้จัดตั้งหุ้นส่วนเขตเศรษฐกิจพิเศษของกลุ่มบริกส์ จัดตั้ง “ท่าเรือ/ด่านอัจฉริยะ” ผลักดันการประสานนโยบาย สร้างพื้นที่การพัฒนาแบบเปิดใหม่ ๆ พร้อมระบุว่าจีนจะเป็นเจ้าภาพจัดฟอรัมการค้าบริการกลุ่มบริกส์ในปีหน้า เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้า สาม “ข้อริเริ่มพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ที่เสนอจัดตั้งพันธมิตรฝึกอบรมวิศวกรกลุ่มบริกส์ จัดฝึกอบรมวิศวกรร่วมกันและผลักดันการยอมรับมาตรฐานความสามารถซึ่งกันและกัน พร้อมดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและเทคโนโลยีเยาวชนกลุ่มบริกส์ เพื่อบ่มเพาะบุคลากรด้านเทคโนโลยีระดับสูงเพิ่มขึ้น โดยประเด็นปัญญาประดิษฐ์ถูกจัดไว้เป็นอันดับแรกในถ้อยแถลง สีจิ้นผิงย้ำว่ากลุ่มบริกส์ควรร่วมมือกันผลักดันให้เทคโนโลยี AI เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม เพื่อป้องกันไม่ให้ช่องว่างทางเทคโนโลยีระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้วขยายกว้างขึ้น และระบุว่าจีนพร้อมให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี ประสบการณ์ และทรัพยากรแก่ประเทศสมาชิกบริกส์อื่น ๆ
ข้อริเริ่มจัดตั้งชุมชนโอเพนซอร์สนี้ถูกมองว่าเป็นความต่อเนื่องของยุทธศาสตร์ผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศด้าน AI ของจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ย้อนไปตั้งแต่ปี 2023 จีนได้เสนอ “ข้อริเริ่มการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก” (Global AI Governance Initiative) ในเวทีพหุภาคีต่าง ๆ แล้ว โดยสนับสนุนแนวคิดที่ให้ความสำคัญทั้งการพัฒนาและความปลอดภัยไปพร้อมกัน และให้ทุกประเทศมีสิทธิเท่าเทียมกันในการกำกับดูแล AI ต่อมาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC) และการประชุมระดับสูงว่าด้วยการกำกับดูแล AI โลกที่นครเซี่ยงไฮ้ สีจิ้นผิงได้ประกาศจัดตั้งองค์การความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์โลก (WAICO) อย่างเป็นทางการเพิ่มเติม ซึ่งถูกตีความว่าเป็นก้าวสำคัญของจีนในการผลักดันความร่วมมือด้านการกำกับดูแล AI ระดับนานาชาติ นักวิเคราะห์ชี้ว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจีนเดินหน้าผลักดันโมเดลภาษาขนาดใหญ่แบบโอเพนซอร์สที่พัฒนาขึ้นเอง อาทิ ทงอี้เชียนเวิ่น (Qwen) ดีปซีก (DeepSeek) คิมิ (Kimi) และจื้อผู่ชิงเอี๋ยน (GLM) ให้ขยายการใช้งานไปยังกลุ่มประเทศโลกใต้ ข้อริเริ่มในกลุ่มบริกส์ครั้งนี้จึงเป็นการขยายแนวทางดังกล่าวสู่เวทีพหุภาคี โดยมีเป้าหมายเพื่อมอบทางเลือกด้านเทคโนโลยีให้ประเทศกำลังพัฒนา โดยไม่ต้องพึ่งพาประเทศพัฒนาแล้วและบริษัทเทคโนโลยีเพียงไม่กี่แห่ง
สื่อของทางการจีนแสดงความเห็นในเชิงบวกต่อข้อริเริ่มนี้ สถานีโทรทัศน์ซีจีทีเอ็น (CGTN) อ้างความเห็นของผู้เชี่ยวชาญว่า ถ้อยแถลงของสีจิ้นผิงได้มอบแผนที่นำทางที่ชัดเจนสำหรับการยกระดับความร่วมมือของกลุ่มบริกส์ ช่วยให้กลไกบริกส์สามารถผลักดันการดำเนินการร่วมกันในด้าน AI ซึ่งเป็นสาขาเกิดใหม่ที่สำคัญ สำนักข่าวบลูมเบิร์กและสื่อต่างประเทศอื่น ๆ รายงานว่า การที่สีจิ้นผิงเสนอข้อริเริ่มด้าน AI ในการประชุมครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่จีนและสหรัฐฯ กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในด้านมาตรฐานเทคโนโลยี AI และการควบคุมการส่งออกชิป โดยจีนต้องการใช้เวทีบริกส์เพื่อเสริมสร้างอิทธิพลด้านเทคโนโลยีของตนในกลุ่มประเทศโลกใต้
หากมองในบริบทโดยรวมของการประชุม การประชุมสุดยอดครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “สร้างกลุ่มบริกส์ที่มีภูมิคุ้มกัน สร้างสรรค์ ร่วมมือ และยั่งยืน” โดยนายกรัฐมนตรีนเรนทระ โมดีของอินเดียซึ่งเป็นเจ้าภาพได้เน้นย้ำแนวคิด “ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ในถ้อยแถลงเปิดการประชุม ปัจจุบันกลุ่มบริกส์ได้ขยายสมาชิกเป็น 10 ประเทศ ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แอฟริกาใต้ อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 12 กันยายน ผู้นำที่เข้าร่วมประชุมได้มีมติเป็นเอกฉันท์รับรอง “แถลงการณ์นิวเดลี” ซึ่งมีความยาวถึง 140 ข้อ ถือเป็นเอกสารฉันทามติที่สำคัญที่สุดของการประชุมครั้งนี้ ครอบคลุมประเด็นหลากหลาย ทั้งการปฏิรูปการบริหารจัดการระดับโลก ความขัดแย้งระหว่างประเทศ การค้าและการเงิน พลังงานและภูมิอากาศ เทคโนโลยี สาธารณสุข การเกษตร และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน โดยถ้อยแถลงของสีจิ้นผิงทั้งในประเด็นความร่วมมือด้าน AI และสถานการณ์ตะวันออกกลาง ต่างถูกบรรจุอยู่ในกรอบประเด็นที่แถลงการณ์ฉบับนี้ครอบคลุม
นอกจากประเด็นปัญญาประดิษฐ์แล้ว สีจิ้นผิงยังกล่าวถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลางในถ้อยแถลงของเขาด้วย โดยเรียกร้องให้กลุ่มบริกส์ร่วมกันหาทางออกอย่างสันติต่อความขัดแย้งในภูมิภาค และมีบทบาทในการไกล่เกลี่ยอย่างสร้างสรรค์ เขาระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางขณะนี้ได้สร้างความสูญเสียอย่างหนักต่อประชาชนในพื้นที่ ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายคลี่คลายความขัดแย้งผ่านการเจรจาและการปรึกษาหารือ ความขัดแย้งที่กล่าวถึงนี้ หมายถึงการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่อสถานที่นิวเคลียร์และโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งครั้งนั้นทำให้อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคนเสียชีวิต ก่อนที่อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายทางทหารและพลังงานของสหรัฐฯ และอิสราเอลในหลายประเทศทั่วตะวันออกกลาง จนถึงช่วงกลางเดือนกันยายนที่มีการจัดประชุมสุดยอดครั้งนี้ การเผชิญหน้าดังกล่าวดำเนินมาแล้วกว่า 200 วัน และสถานการณ์ในภูมิภาคยังคงตึงเครียดต่อเนื่อง
ระหว่างการประชุม ผู้นำกลุ่มบริกส์ที่เข้าร่วมได้มีมติเป็นเอกฉันท์รับรองแถลงการณ์ร่วม แสดง “ความห่วงกังวลอย่างยิ่ง” ต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างสูงสุด และสนับสนุนแนวทางพหุภาคีที่เคารพจุดยืนของแต่ละประเทศในการจัดการข้อพิพาท พร้อมย้ำเจตนารมณ์ที่จะยังคงมุ่งมั่นแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศผ่านการเจรจา การปรึกษาหารือ และการทูตต่อไป
มีการวิเคราะห์ว่า เนื่องจากกลุ่มบริกส์มีทั้งอิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ซึ่งถูกมองว่าเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง) รวมอยู่ในกลุ่มสมาชิกด้วย การหาข้อสรุปร่วมเกี่ยวกับประเด็นตะวันออกกลางในแถลงการณ์ร่วมครั้งนี้จึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับอินเดียในฐานะเจ้าภาพ ยิ่งไปกว่านั้น การปะทะทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังดำเนินต่อเนื่องอยู่ในช่วงเวลานั้น ก็ทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคมีความซับซ้อนและอ่อนไหวมากยิ่งขึ้น ในที่สุด ถ้อยคำในแถลงการณ์จึงออกมาในลักษณะค่อนข้างประนีประนอมและเน้นย้ำแนวทางปรึกษาหารือแบบพหุภาคี ซึ่งถูกมองว่าเป็นทางออกที่คำนึงถึงจุดยืนของสมาชิกทุกฝ่าย
อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์บางส่วนยังคงมีความระมัดระวังต่อผลลัพธ์ที่แท้จริงของข้อริเริ่มนี้ โดยชี้ว่าประเทศสมาชิกกลุ่มบริกส์มีระดับการพัฒนา ความสามารถทางเทคโนโลยี และผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจีนและอินเดียที่ยังคงมีความตึงเครียดบริเวณพรมแดนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงยังต้องรอดูว่าทั้งสองประเทศจะสามารถร่วมมือกันอย่างลึกซึ้งในสาขาเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหวอย่าง AI ได้หรือไม่ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังคงเข้มงวดมาตรการควบคุมการส่งออกชิปประสิทธิภาพสูงไปยังจีนอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นการฝึกฝนและใช้งานโมเดลภาษาขนาดใหญ่แบบโอเพนซอร์สในขนาดใหญ่ โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีชิปของสหรัฐฯ อย่างสมบูรณ์ จึงเป็นความท้าทายเชิงปฏิบัติอีกประการหนึ่งที่ข้อริเริ่มของจีนต้องเผชิญในกระบวนการนำไปปฏิบัติจริง
โดยรวมแล้ว ถ้อยแถลงของสีจิ้นผิงในการประชุมสุดยอดบริกส์ครั้งนี้ ทั้งในประเด็นความร่วมมือด้าน AI และสันติภาพในตะวันออกกลาง ถูกตีความว่าเป็นความพยายามคู่ขนานของจีนในการผลักดันบทบาทด้านเทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมในประเด็นความมั่นคงระดับภูมิภาคบนเวทีพหุภาคีระหว่างประเทศ และยังเป็นการสืบเนื่องแนวทางความร่วมมือ “โลกใต้” ที่ริเริ่มไว้จากการประชุมสุดยอดบริกส์ครั้งที่ 17 ซึ่งบราซิลเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ภายใต้แนวคิด “เสริมสร้างความร่วมมือโลกใต้เพื่อการปกครองที่ครอบคลุมและยั่งยืนยิ่งขึ้น” จนถึงขณะนี้ ฝ่ายจีนยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดเวลาเริ่มดำเนินการ โครงสร้างองค์กร และการจัดสรรงบประมาณของชุมชนโอเพนซอร์ส AI ของกลุ่มบริกส์ โดยความคืบหน้าในการดำเนินการต่อไปยังต้องรอการหารือเพิ่มเติมระหว่างทุกฝ่าย