ผลสำรวจความคิดเห็นที่เผยแพร่โดยสภาการต่างประเทศชิคาโก (Chicago Council on Global Affairs) เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2026 พบว่าชาวอเมริกัน 57% สนับสนุนนโยบายความร่วมมือและการมีปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นมิตรกับจีน มากกว่าแนวทางเผชิญหน้าหรือปิดล้อม ผลสำรวจนี้ถูกสื่อของทางการจีน รวมถึงหนังสือพิมพ์ไชน่าเดลี (China Daily) นำไปอ้างอิงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ว่าเป็นหลักฐานของการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในทัศนคติของสาธารณชนอเมริกันที่มีต่อจีน ผลสำรวจนี้มีชื่อว่า 2026 Chicago Council Survey จัดทำโดยสถาบันคลังสมองไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่มีฐานอยู่ในชิคาโก ระหว่างวันที่ 10-21 กรกฎาคม 2026 จากกลุ่มตัวอย่างผู้ใหญ่ที่เป็นตัวแทนระดับประเทศกว่า 2,100 คน ครอบคลุมทั้ง 50 รัฐของสหรัฐฯ และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
ผลสำรวจชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในทัศนคติของชาวอเมริกัน โดยสัดส่วนผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นพรรครีพับลิกันซึ่งสนับสนุนความร่วมมือกับจีนเพิ่มขึ้น 10 จุดเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปี 2025 นับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2019 อย่างไรก็ตาม ความแตกแยกทางการเมืองยังคงชัดเจน โดย 63% ของกลุ่มรีพับลิกันสาย MAGA ยังคงสนับสนุนนโยบายปิดล้อมจีน ขณะที่ 57% ของรีพับลิกันที่ไม่ใช่สาย MAGA กลับหันมาสนับสนุนความร่วมมือ
จังหวะเวลาของการเผยแพร่ผลสำรวจครั้งนี้มีนัยเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากเกิดขึ้นก่อนการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ระหว่างวันที่ 23-25 กันยายน 2026 เพียงไม่กี่วัน การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 และถือเป็นการพบปะแบบพบหน้ากันครั้งสำคัญครั้งที่สองของผู้นำทั้งสองประเทศในปีนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และภริยา เผิง ลี่หยวน ได้รับการต้อนรับที่กรุงวอชิงตันโดยประธานาธิบดีทรัมป์และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ โดยสื่อสหรัฐฯ รายงานว่าทั้งสองฝ่ายได้ส่งสัญญาณว่าจะมีการพบปะกันอีกอย่างน้อย 2 ครั้งก่อนสิ้นปีนี้
นอกเหนือจากผลสำรวจของ Chicago Council แล้ว ศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ซึ่งเป็นสถาบันอิสระที่ติดตามทัศนคติของชาวอเมริกันต่อจีนมาอย่างยาวนานและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ก็ได้เผยแพร่ผลสำรวจของตนเองในเดือนกันยายน 2026 ซึ่งพบแนวโน้มเชิงบวกในทิศทางเดียวกัน โดยสัดส่วนชาวอเมริกันที่มีมุมมองเชิงบวกต่อจีนเพิ่มขึ้นเป็น 27% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่มีการสำรวจชุดนี้ เพิ่มขึ้น 6 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า และเกือบสองเท่าของระดับ 14% ที่บันทึกไว้ในปี 2023 ขณะเดียวกัน สัดส่วนชาวอเมริกันที่มองว่าจีนเป็น “ศัตรู” ลดลงจาก 42% ในปี 2024 เหลือ 28% ในปัจจุบัน ส่วนความเชื่อมั่นของชาวอเมริกันที่มีต่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในการ “ทำสิ่งที่ถูกต้อง” ในกิจการระหว่างประเทศ ก็เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่านับตั้งแต่ปี 2023
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่าผลสำรวจทั้งสองชุดนี้ไม่ได้วัดสิ่งเดียวกันทั้งหมด การนำตัวเลขทั้งสองมาปะปนกันอาจทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ ตัวเลข 57% ของ Chicago Council สะท้อนถึงทางเลือกเชิงนโยบายระหว่างความร่วมมือและการปิดล้อม ขณะที่ตัวเลข 27% ของ Pew วัดความชื่นชอบจีนโดยรวม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แม้ชาวอเมริกันจำนวนมากขึ้นจะสนับสนุนการมีปฏิสัมพันธ์มากกว่าการเผชิญหน้า แต่ข้อมูลของ Pew เองก็ยังแสดงให้เห็นว่าชาวอเมริกันถึง 71% ยังคงมีมุมมองเชิงลบต่อจีนโดยรวม ซึ่งเป็นรายละเอียดที่มักไม่ถูกกล่าวถึงในรายงานข่าวของสื่อทางการจีน
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลมาจากความสัมพันธ์ระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่อบอุ่นขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลังจากทรัมป์เยือนปักกิ่งอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจร่วมกันด้านการค้าและเศรษฐกิจหลายประการ การเยือนวอชิงตันของสี จิ้นผิงในช่วงปลายเดือนกันยายนก็ยิ่งตอกย้ำบรรยากาศการผ่อนคลายความสัมพันธ์ทวิภาคี สื่อสหรัฐฯ รวมถึงซีเอ็นบีซี (CNBC) รายงานว่าทั้งสองฝ่ายส่งสัญญาณว่าจะมีการพบปะเพิ่มเติมในปีนี้ ซึ่งรูปแบบการติดต่อระดับสูงที่ถี่ขึ้นนี้ ถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยคลี่คลายทัศนคติของสาธารณชนอเมริกันต่อจีน
ควรทราบด้วยว่า Chicago Council on Global Affairs ได้จัดทำผลสำรวจหลักเกี่ยวกับทัศนคติของชาวอเมริกันต่อนโยบายต่างประเทศอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1974 และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นสถาบันวิจัยที่น่าเชื่อถือและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เช่นเดียวกับ Pew Research Center ซึ่งหมายความว่า แม้ China Daily และสื่อทางการจีนอื่นๆ จะเน้นย้ำตัวเลขที่ว่า “ชาวอเมริกัน 57% สนับสนุนความร่วมมืออย่างเป็นมิตรกับจีน” แต่ตัวเลขดังกล่าวก็มีที่มาจากผลสำรวจที่ถูกต้องและตรวจสอบได้จริง ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเอง เพียงแต่การรายงานข่าวดังกล่าวมักละเลยที่จะกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือชาวอเมริกันกว่า 7 ใน 10 คนยังคงมีมุมมองเชิงลบต่อจีนโดยรวม
โดยสรุปแล้ว ทัศนคติของสาธารณชนอเมริกันต่อจีนดูเหมือนจะอยู่ในจุดเปลี่ยนที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน ด้านหนึ่ง เมื่อการมีปฏิสัมพันธ์ระดับสูงระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศเข้มข้นขึ้นและความตึงเครียดทางการค้าผ่อนคลายลง ชาวอเมริกันจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงกลุ่มรีพับลิกันบางส่วนที่เคยมีท่าทีแข็งกร้าวต่อจีน ก็เริ่มหันมาสนับสนุนความร่วมมือและการมีปฏิสัมพันธ์มากกว่าการเผชิญหน้าและปิดล้อม แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความชื่นชอบจีนโดยรวมยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ และความกังขาในหมู่ประชาชนก็ยังไม่ได้จางหายไปเพียงเพราะการประชุมสุดยอดไม่กี่ครั้ง แนวโน้มเชิงบวกนี้จะดำเนินต่อไปหรือไม่นั้น คงขึ้นอยู่กับว่าวอชิงตันและปักกิ่งจะสามารถแปลงแผนการพบปะกันเพิ่มเติมที่ประกาศไว้ให้กลายเป็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนได้หรือไม่
ข้อมูลโดยละเอียดระบุว่า ระหว่างสองแนวทางนโยบาย คือ “ความร่วมมือและการมีปฏิสัมพันธ์กับจีน” กับ “การจำกัดการขยายอิทธิพลของจีน” ผู้ตอบแบบสอบถาม 57% เลือกแนวทางแรก ขณะที่ 40% เลือกแนวทางหลัง ซึ่งถือเป็นความแตกต่างที่ชัดเจน ตัวเลข 57% นี้แม้จะเป็นระดับสูงสุดในผลสำรวจของ Chicago Council นับตั้งแต่ปี 2020 ช่วงการระบาดของโควิด-19 แต่ก็ยังต่ำกว่าระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 68% เมื่อปี 2019 ซึ่งสะท้อนว่าทัศนคติที่ดีขึ้นต่อนโยบายจีนในครั้งนี้เป็นการปรับฐานขึ้นหลังจากกระแสสนับสนุนการ “ปิดล้อม” จีนพุ่งถึงจุดสูงสุดในปี 2024 มากกว่าจะเป็นการกลับไปสู่ระดับสูงสุดในอดีต รายงานผลสำรวจนี้จัดทำโดยเครก คาฟูรา (Craig Kafura) ผู้อำนวยการฝ่ายความคิดเห็นสาธารณะและนโยบายต่างประเทศของ Chicago Council on Global Affairs โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนของการสุ่มตัวอย่างอยู่ที่บวกลบ 2.3 จุดเปอร์เซ็นต์ นักวิจัยบางรายยังระบุเพิ่มเติมผ่านโซเชียลมีเดียว่า หากแบ่งตามพรรคการเมือง สัดส่วนผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตที่เห็นด้วยกับความร่วมมือกับจีนสูงถึงราวสองในสาม ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศอย่างชัดเจน
สื่อสหรัฐฯ หลายสำนักวิเคราะห์ว่า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ทัศนคติของประชาชนดีขึ้นในรอบนี้ มีความเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับชุดข้อตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯ และจีนบรรลุร่วมกันระหว่างการประชุมสุดยอดในเดือนกันยายน มีรายงานว่าทั้งสองฝ่ายตกลงลดภาษีศุลกากรร่วมกันในสินค้า “ที่ไม่อ่อนไหว” มูลค่ารวมราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และระบุว่าจะเดินหน้าสู่การลดภาษีในมูลค่าการค้ารวมประมาณ 6 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยฝ่ายจีนรับปากจะลดภาษีสินค้าเกษตรบางประเภท อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องสำอาง และอุปกรณ์การแพทย์ ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ จะลดภาษีเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ของเล่น ของประดับเทศกาล และคาร์ซีทสำหรับเด็ก ทั้งสองฝ่ายยังตกลงตั้งคณะทำงานด้านการค้าเกษตร โดยกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่าการเจรจาระดับหน่วยงานจะเริ่มขึ้นก่อนสิ้นปี 2026 และจีนยังให้คำมั่นว่าจะนำเข้าถ่านหินจากสหรัฐฯ ปีละ 10 ล้านเมตริกตันในปี 2027 และ 2028 อย่างไรก็ตาม สื่อหลายสำนักชี้ว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ได้นำไปสู่ความก้าวหน้าครั้งใหญ่มากนัก และระยะเวลาสงบศึกทางการค้าที่ขยายออกไปก็สั้นกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจึงมีลักษณะเป็น “การผ่อนคลายแบบมีการบริหารจัดการ” มากกว่าการฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างเต็มรูปแบบ
สื่ออิสระหลายสำนักของสหรัฐฯ ก็ได้รายงานและตรวจสอบแนวโน้มนี้เช่นกัน จากผลสำรวจแบบ “เทอร์โมมิเตอร์วัดความรู้สึก” ของศูนย์วิจัยพิวที่เผยแพร่ในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่าสัดส่วนชาวอเมริกันที่มีความรู้สึก “เย็นชา” ต่อจีนลดลงจาก 68% ในปี 2021 เหลือ 54% ในปัจจุบัน ขณะที่สัดส่วนผู้ที่รู้สึก “อบอุ่น” เพิ่มขึ้นจาก 11% เป็น 19% และผู้ที่รู้สึกเป็นกลางเพิ่มขึ้นจาก 20% เป็น 27% ผลสำรวจของ Chicago Council ยังระบุด้วยว่า สัดส่วนชาวอเมริกันที่มองว่าความทะเยอทะยานด้านดินแดนของจีนเป็น “ภัยคุกคามร้ายแรง” ลดลงจาก 52% ในปี 2022 เหลือ 41% ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางการเมืองยังคงมีมาก โดยผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตที่รู้สึก “อบอุ่น” ต่อจีนมีสัดส่วน 26% ขณะที่ฝั่งรีพับลิกันมีเพียง 10% ในทางกลับกัน รีพับลิกันที่รู้สึก “เย็นชา” ต่อจีนสูงถึง 68% เทียบกับเดโมแครตที่ 44% สื่อหลักอิสระของสหรัฐฯ อย่างเดอะวอชิงตันโพสต์และนิตยสารไทม์ ต่างระบุในรายงานว่ากระแสทัศนคติที่ดีขึ้นต่อจีนในรอบนี้เกิดขึ้นพร้อมกับช่วงเวลาการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-จีนในปลายเดือนกันยายนอย่างสอดคล้องกัน แต่ก็ชี้ด้วยว่าความหวาดระแวงของสังคมอเมริกันต่อจีนโดยรวมยังฝังรากลึก สิ่งที่เรียกว่า “อุ่นขึ้น” นั้น สะท้อนถึงความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ที่ลดลงมากกว่าการที่ประชาชนมีความชื่นชอบจีนอย่างแพร่หลาย