หนังสือพิมพ์ The Nation ของไทยรายงานเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมว่า รัฐบาลไทยกำลังผลักดันแผนความร่วมมือ 3 ด้านเพื่อลดการขาดดุลการค้ากับจีน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้นำการเจรจากับฝ่ายจีน ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ไทยระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) ไทยขาดดุลการค้ากับจีนขยายตัวถึง 46,220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17,630 ล้านดอลลาร์จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น รายงานระบุว่าฝ่ายจีนยอมรับมาตรการทั้งสามข้อที่ไทยเสนอในหลักการ แต่ขอให้มีช่วงเปลี่ยนผ่านสำหรับบริษัทที่ได้รับผลกระทบในการปรับตัวเข้าสู่กฎเกณฑ์ใหม่ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อเร่งการเจรจาและผลักดันแผนงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
การขาดดุลดังกล่าวขยายตัวต่อเนื่องมาหลายปี และอัตราการขยายตัวยังเร่งตัวขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลของไทยระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 เพียงไตรมาสเดียว การขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้น 41% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 679,737 ล้านบาท ขณะที่ตลอดปี 2568 การขาดดุลการค้ากับจีนขยายตัวเกือบ 40% แตะระดับ 2.26 ล้านล้านบาท หากประเมินตามแนวโน้มนี้ การขาดดุลการค้าสะสมของไทยกับจีนในช่วงปี 2559-2569 อาจสูงถึง 12.14 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนที่สุด และแก้ไขได้ยากที่สุดจุดหนึ่งของเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น
สาเหตุหลักที่ทำให้การขาดดุลขยายตัวต่อเนื่อง มาจากการที่ไทยพึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุน สินค้าขั้นกลาง และวัตถุดิบการผลิตจากจีนในระดับสูง ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและชิ้นส่วน เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน วงจรรวม เหล็ก และแผงวงจรพิมพ์ นักวิเคราะห์เชื่อมโยงเรื่องนี้กับวัฏจักรอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกที่ฟื้นตัวในช่วงปี 2568-2569 และความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ความต้องการนำเข้าจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกัน สินค้าส่งออกของไทยไปจีนยังคงกระจุกตัวอยู่ในสินค้าเกษตรมูลค่าต่ำ เช่น ผลไม้สดและผลไม้แช่เย็น ทำให้โครงสร้างการค้าของสองประเทศไม่สมดุลกันและการขาดดุลยังคงขยายตัวต่อไป
ปริมาณการค้าและการลงทุนของจีนในไทยมีขนาดใหญ่มาก และลักษณะเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศก็เป็นภูมิหลังเชิงลึกที่ทำให้การขาดดุลยังคงอยู่ในระดับสูง ตามข้อมูลของฝ่ายจีน จีนครองตำแหน่งคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยต่อเนื่องมาแล้ว 13 ปี โดยมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเพิ่มขึ้นจากประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นประมาณ 153,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเวลาราว 25 ปี ถือเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์การค้าทวิภาคีที่ขยายตัวรวดเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ขณะเดียวกัน สินค้าที่จีนส่งออกมาไทยเกือบ 80% เป็นสินค้าทุนและสินค้าขั้นกลาง สะท้อนว่าโครงสร้างการส่งออกของจีนมาไทยเน้นวัตถุดิบการผลิตเป็นหลัก และการขาดดุลส่วนใหญ่จึงมีรากฐานมาจากการที่ภาคการผลิตของไทยพึ่งพาชิ้นส่วนและวัตถุดิบจากจีน มากกว่าจะเป็นความไม่สมดุลด้านการค้าสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป
นางศุภจีเสนอแนวทาง “การร่วมสร้างสรรค์” (co-creation) เพื่อปรับสมดุลการค้าไทย-จีน ระหว่างการหารือทวิภาคีกับนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ในช่วงการประชุมที่เกี่ยวข้องกับเอเปกที่ประเทศจีนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 มาตรการแรกเน้นเรื่องสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศและกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า โดยขอให้ผู้ผลิตที่จีนลงทุนในไทย โดยเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า จัดหาชิ้นส่วนและวัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น แทนที่จะนำเข้าชุดประกอบที่เกือบสำเร็จรูปมาประกอบในไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ปฏิบัติตามกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า และลดความเสี่ยงด้านการค้าผ่านแดน
มาตรการที่สองมุ่งเปิดช่องทางอีคอมเมิร์ซของจีนให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของไทย โดยไทยเสนอโครงการ “ศาลาไทย” (Thai Pavilion) เพื่อรวบรวมสินค้า SME ที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ ใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีนเข้าถึงตลาดผู้บริโภคกว่า 1,400 ล้านคน ช่วยให้ SME ไทยก้าวข้ามการพึ่งพาการส่งออกสินค้าเกษตรขั้นต้นจำนวนมาก ไปสู่ตลาดสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
มาตรการที่สามคือการส่งเสริมให้จีนลงทุนในภาคการแปรรูปสินค้าเกษตรของไทยมากขึ้น โดยไทยเสนอโครงการนำร่องที่จะอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีนในการยกระดับวัตถุดิบเกษตรคุณภาพของไทยให้เป็นสินค้า “คุณภาพสูง” หรือ “พรีเมียม” เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีนและตลาดโลก ฝ่ายไทยระบุว่าแนวทางนี้สอดคล้องกับจุดแข็งของทั้งสองฝ่าย คือ ไทยมีฐานวัตถุดิบเกษตรคุณภาพดี ขณะที่จีนมีเทคโนโลยีการแปรรูปและช่องทางตลาด ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถร่วมกันเปิดตลาดที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้ ฝ่ายไทยยังระบุว่า หากโครงการนำร่องนี้ประสบผลสำเร็จ ก็มีแนวโน้มที่จะขยายผลไปสู่สินค้าเกษตรประเภทอื่นในอนาคต จนกลายเป็นต้นแบบความร่วมมือที่ยั่งยืน
สำหรับมาตรการทั้งสามข้อ จีนตอบรับว่ายอมรับในหลักการ แต่ขอเวลาให้บริษัทที่ได้รับผลกระทบปรับตัวเข้าสู่ข้อกำหนดใหม่ เช่น การจัดซื้อวัตถุดิบในประเทศ เพื่อไม่ให้ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์อย่างฉับพลัน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อหารือรายละเอียดการดำเนินงาน กรอบเวลา และมาตรการสนับสนุนต่างๆ เพื่อเร่งผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยฝ่ายไทยหวังว่าจะสามารถแปรความเห็นพ้องเชิงหลักการจากการหารือรอบแรกให้กลายเป็นแผนปฏิบัติที่ดำเนินการได้จริงต่อไป
ในขณะเดียวกัน ไทยยังเดินหน้ากระจายความเสี่ยงทางการค้าในวงกว้างขึ้น โดยเร่งสรุปการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน และมองหาตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดีย เพื่อลดการพึ่งพาคู่ค้ารายใดรายหนึ่งมากเกินไป และลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่อาจเกิดขึ้นซ้ำในตลาดอื่นเช่นเดียวกับกรณีจีน นักวิเคราะห์ระบุว่าการค้าทองคำและความมั่นคงทางอาหารก็กำลังกลายเป็นเสาหลักใหม่ของยุทธศาสตร์การค้าไทยเช่นกัน สอดคล้องกับความพยายามของไทยในการปรับตำแหน่งของตนเองท่ามกลางความผันผวนของสินค้าโภคภัณฑ์โลกและภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับไทยแล้ว ความสำเร็จในการนำมาตรการทั้งสามข้อไปปฏิบัติจริงจะเป็นตัวกำหนดโดยตรงว่าไทยจะสามารถพลิกกลับแนวโน้มความไม่สมดุลทางการค้ากับจีนในระยะยาวได้หรือไม่ หากบริษัทที่จีนลงทุนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในการจัดซื้อวัตถุดิบในประเทศ การเปิดตลาด และการลงทุนแปรรูปสินค้าเกษตร ไทยก็มีโอกาสปรับปรุงโครงสร้างมูลค่าเพิ่มของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับจีน พร้อมสร้างโอกาสให้ SME ไทยเข้าร่วมการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น ก่อนหน้านี้นางศุภจีเคยเตือนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะ “เติบโตแบบตัว K” (K-shaped growth) กล่าวคือบริษัทขนาดใหญ่ส่งออกได้แข็งแกร่ง โดยไตรมาสแรกของปี 2569 การส่งออกไทยขยายตัว 17.6% และพุ่งขึ้นถึง 23% ในเดือนเมษายน แต่ราว 80-90% ของการเติบโตดังกล่าวมาจากบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่ SME ฟื้นตัวช้าและบางส่วนยังไม่สามารถตั้งหลักได้ ด้วยเหตุนี้ มาตรการเปิดตลาดอีคอมเมิร์ซและการลงทุนแปรรูปเกษตรที่เน้น SME จึงถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญที่ไม่เพียงช่วยลดการขาดดุลการค้า แต่ยังช่วยบรรเทาความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยไปพร้อมกัน