ข่าวด่วน
การเจรจาแนวปฏิบัติทะเลจีนใต้เร่งสู่ปี 2026 ขณะที่ปัญหาผลผูกพันทางกฎหมายและขอบเขตยังค้างอยู่  ◆  การค้าต่างประเทศจีนไตรมาสแรก-สามปี 2569 โตร้อยละ 18.8 สูงสุดในรอบ 5 ปี ชิปเป็นตัวนำ  ◆  จีน-ไทย จัดประชุมกลไกปรึกษาหารือทางการทูตครั้งที่ 3 ที่กรุงเทพฯ กระชับความร่วมมือยุค "50 ปีทองคำ"  ◆  จีนครองตำแหน่งคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเยอรมนีต่อเนื่อง นำหน้าสหรัฐฯ ราว 3 พันล้านยูโรในครึ่งปีแรกของปี 2026  ◆  从香港实验室到深圳生产线:海外华文媒体在前海看见深港科创“化学反应”      การเจรจาแนวปฏิบัติทะเลจีนใต้เร่งสู่ปี 2026 ขณะที่ปัญหาผลผูกพันทางกฎหมายและขอบเขตยังค้างอยู่  ◆  การค้าต่างประเทศจีนไตรมาสแรก-สามปี 2569 โตร้อยละ 18.8 สูงสุดในรอบ 5 ปี ชิปเป็นตัวนำ  ◆  จีน-ไทย จัดประชุมกลไกปรึกษาหารือทางการทูตครั้งที่ 3 ที่กรุงเทพฯ กระชับความร่วมมือยุค "50 ปีทองคำ"  ◆  จีนครองตำแหน่งคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเยอรมนีต่อเนื่อง นำหน้าสหรัฐฯ ราว 3 พันล้านยูโรในครึ่งปีแรกของปี 2026  ◆  从香港实验室到深圳生产线:海外华文媒体在前海看见深港科创“化学反应”      
欧亚时报
泰国站 · EURASIA TIMES
กลับหน้าหลัก
ต่างประเทศ
การเจรจาแนวปฏิบัติทะเลจีนใต้เร่งสู่ปี 2026 ขณะที่ปัญหาผลผูกพันทางกฎหมายและขอบเขตยังค้างอยู่
รายงานโดย 欧亚时报编辑部
ในปี 2026 การเจรจาจัดทำแนวทางปฏิบัติ (Code of Conduct หรือ COC) ในทะเลจีนใต้เข้าสู่ช่วงสุดท้ายที่ทั้งสองฝ่ายระบุว่าเป็น "ช่วงเร่งรัด" เจ้าหน้าที่อาเซียนและจีนกล่าวซ้ำหลายครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาว่าการเจรจามีความคืบหน้าที่ดี และยืนยันเป้าหมายที่จะสรุปกระบวนการที่ใช้เวลากว่าสองทศวรรษนี้ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ ในฐานะประธานอาเซียนประจำปีนี้ ฟิลิปปินส์ได้เร่งความถี่ของการเจรจาอย่างมาก โดยจัดการประชุมทั้งแบบพบหน้าและทางออนไลน์เป็นประจำทุกเดือน เพื่อผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายหาข้อตกลงร่วมกันในประเด็นเสรีภาพในการเดินเรือ การบริหารจัดการข้อพิพาท และความมั่นคงในภูมิภาคทะเลจีนใต้ ผู้สังเกตการณ์หลายคนระบุว่านี่คือช่วงที่มีความเร่งรัดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เริ่มกระบวนการเจรจานี้มา
ที่มาของการเจรจาแนวทางปฏิบัตินี้สืบย้อนไปถึงปี 2002 เมื่อจีนและอาเซียนลงนามในปฏิญญาว่าด้วยการปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (DOC) ซึ่งเป็นเอกสารทางการเมืองที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ทั้งสองฝ่ายตกลงกันในเวลาต่อมาว่าจะพัฒนาแนวทางปฏิบัติที่เป็นทางการ มีเนื้อหาสาระและมีผลผูกพันมากขึ้นบนพื้นฐานดังกล่าว แต่การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้มาก เนื่องจากประเด็นที่ซับซ้อนเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน การพัฒนาทรัพยากร และความสมดุลทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาค
กระบวนการเจรจาเองผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญหลายครั้ง ในเดือนพฤษภาคม 2017 การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสครั้งที่ 14 ว่าด้วยการปฏิบัติตามปฏิญญา DOC ได้เห็นชอบกรอบแนวทางปฏิบัติ ต่อมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนได้รับรองกรอบดังกล่าวอย่างเป็นทางการในการประชุมที่กรุงมะนิลา และในเดือนพฤศจิกายน 2017 ผู้นำจีนและอาเซียนในการประชุมสุดยอดจีน-อาเซียนครั้งที่ 20 ได้ประกาศเริ่มการเจรจาเนื้อหาร่างข้อตกลง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญหลังปฏิญญา DOC ผ่านมา 15 ปี ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2018 ทั้งสองฝ่ายบรรลุ "ร่างเอกสารเจรจาฉบับเดียว" (Single Draft Negotiating Text หรือ SDNT) ซึ่งระบุหลักการทั่วไป ได้แก่ พันธะในการร่วมมือ การส่งเสริมความร่วมมือทางทะเลในทางปฏิบัติ การยับยั้งชั่งใจและการเสริมสร้างความไว้วางใจ การป้องกันเหตุการณ์ และการบริหารจัดการเหตุการณ์ ซึ่งกลายเป็นพื้นฐานของการเจรจารายข้อในขั้นต่อไป
แรงผลักดันในการเร่งรัดครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ที่มา ในเดือนตุลาคม 2025 ขณะที่มาเลเซียเป็นประธานอาเซียน นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้พบกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และประกาศว่าทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งกระบวนการเจรจาแนวทางปฏิบัติให้เร็วขึ้น ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมมาเลเซียก็ระบุหลังการเยือนกรุงปักกิ่งว่าฝ่ายจีนสนับสนุนการจัดทำแนวทางปฏิบัตินี้อย่างจริงจัง ท่าทีดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญที่ทำให้การเจรจากลับมามีแรงผลักดันทางการเมืองอีกครั้ง และปูทางให้ฟิลิปปินส์เร่งรัดการเจรจาต่อเนื่องหลังเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2026 ผู้สังเกตการณ์บางส่วนมองว่าคำแถลงในระดับผู้นำประเทศสะท้อนความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายได้ชัดเจนกว่าความคืบหน้าที่รายงานในระดับคณะทำงานด้านเทคนิค
ในปี 2026 ภายใต้การเป็นประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ ทั้งสองฝ่ายได้เร่งจังหวะการเจรจาให้เร็วขึ้นไปอีก โดยเปลี่ยนจากการประชุมที่จัดเป็นครั้งคราวให้เป็นกลไกประจำทุกเดือน ซึ่งครอบคลุมทั้งการประชุมคณะทำงานร่วมในระดับปฏิบัติงานและการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่ที่สูงขึ้น เพื่อพยายามย่นระยะเวลาที่ต้องใช้ในการเจรจาเนื้อหาส่วนที่เหลือของแนวทางปฏิบัติให้แล้วเสร็จ และก้าวข้ามความแตกต่างที่สั่งสมมานาน
ปัจจุบันยังมีความขัดแย้งหลักอยู่สองประเด็น ประการแรกคือแนวทางปฏิบัตินี้ควรมีผลผูกพันทางกฎหมายหรือไม่ โดยหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงฟิลิปปินส์และเวียดนาม เห็นว่าแนวทางปฏิบัติควรมีผลทางกฎหมายที่ชัดเจนและมีกลไกบังคับใช้ แต่จีนยังไม่ได้แสดงท่าทีสนับสนุนจุดยืนนี้อย่างเปิดเผย โดยมีแนวโน้มที่จะมองว่าแนวทางปฏิบัตินี้ควรเป็นข้อตกลงระดับภูมิภาคในลักษณะทางการเมืองและสมัครใจมากกว่า ประการที่สองคือประเด็นขอบเขตทางภูมิศาสตร์ นักวิเคราะห์ระบุว่าร่างก่อนหน้านี้พยายามกันพื้นที่พิพาทอย่างหมู่เกาะพาราเซล (ซีซา) ออกจากขอบเขตของแนวทางปฏิบัติ ขณะที่นักวิจารณ์ เช่น เอนดี บายูนี นักข่าวอาวุโสชาวอินโดนีเซีย เห็นว่าแนวทางปฏิบัตินี้ควรครอบคลุมทะเลจีนใต้ทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อรักษาความสมบูรณ์และความสอดคล้องของกฎเกณฑ์ ที่น่าสังเกตคือ แม้ข่าวสรุปวันนี้จะระบุถึง "พื้นที่หมู่เกาะหนานซา (สแปรตลี)" โดยเฉพาะ แต่ขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของการเจรจาจริงนั้นกว้างกว่าหมู่เกาะสแปรตลีมาก และยังครอบคลุมพื้นที่พิพาทอื่น ๆ เช่นหมู่เกาะพาราเซลด้วย ซึ่งแตกต่างไปจากการระบุในข่าวสรุปเล็กน้อย
นอกจากนี้ยังมีประเด็นทางเทคนิคอีกข้อหนึ่งที่ยังไม่ได้ข้อยุติ คือความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างแนวทางปฏิบัติฉบับใหม่กับปฏิญญา DOC ปี 2002 ว่าเมื่อแนวทางปฏิบัติใหม่มีผลบังคับใช้แล้ว ปฏิญญาเดิมควรถูกแทนที่ ใช้ควบคู่กันไป หรือคงไว้เป็นเอกสารเสริม ซึ่งการจัดวางความสัมพันธ์นี้จะส่งผลโดยตรงต่อสถานะทางกฎหมายและประสิทธิภาพในการบังคับใช้ของแนวทางปฏิบัติในอนาคต และเป็นประเด็นสำคัญที่คณะทำงานด้านเทคนิคของทั้งสองฝ่ายกำลังหารือกันอยู่ในขณะนี้
นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า ปักกิ่งมีความมุ่งมั่นที่จะบรรลุข้อตกลงกับอาเซียนโดยเร็วที่สุด และย้ำว่าแนวทางปฏิบัตินี้ควรดำเนินต่อไปในฐานะกระบวนการ(กึ่ง)ทวิภาคีระหว่างจีนกับอาเซียน โดยไม่ควรให้อำนาจภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่นางมา เทเรซา ลาซาโร รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคมว่าทั้งสองฝ่ายมีความเห็นพ้องกันมากขึ้นในการนิยามหลักการ "การยับยั้งชั่งใจ" ซึ่งเธอมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญของความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม พร้อมระบุว่าแม้ยังมีประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งอยู่ในการเจรจา แต่เจตจำนงทางการเมืองของทุกฝ่ายกำลังเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้สังเกตการณ์ใช้ประเมินว่าการเจรจาจะสรุปได้ภายในปีนี้หรือไม่
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นพ้องว่าปี 2026 ถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับทุกฝ่ายในการสรุปแนวทางปฏิบัตินี้ให้แล้วเสร็จ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางทะเลหลายคนเตือนว่า หากยังคงมีการล่าช้าต่อไป ความเสี่ยงของการเสียดทานและการเผชิญหน้าในทะเลจีนใต้จะเพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน แนวทางปฏิบัติที่มีเนื้อหาสาระและมีผลผูกพันอย่างแท้จริงจะช่วยรักษาเสรีภาพในการเดินเรือในภูมิภาค และลดความเสี่ยงของการคำนวณผิดพลาดและความขัดแย้งที่ไม่ได้ตั้งใจ ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (CSIS) ประเมินว่ามูลค่าการค้าที่ขนส่งผ่านทะเลจีนใต้ในแต่ละปีคิดเป็นสัดส่วนราว 21% ของมูลค่าการค้าโลก ซึ่งตอกย้ำความสำคัญของเส้นทางนี้ต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาชิกอาเซียนที่ไม่ได้เป็นผู้อ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ กระบวนการนี้ก็มีความสำคัญในทางปฏิบัติเช่นกัน เนื่องจากทะเลจีนใต้เป็นเส้นทางเดินเรือระดับนานาชาติที่สำคัญซึ่งเชื่อมต่อมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย ความมั่นคงในภูมิภาคนี้จะช่วยคุ้มครองการขนส่งสินค้าทางการค้าของไทยเองและห่วงโซ่อุปทานโดยรวมของอาเซียนไม่ให้หยุดชะงัก พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่มั่นคงยิ่งขึ้นสำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งขึ้นระหว่างจีนกับอาเซียน
ขณะนี้ยังไม่มีรายงานต่อสาธารณะที่ยืนยันว่าแนวทางปฏิบัตินี้ได้มีการลงนามอย่างเป็นทางการหรือมีการสรุปร่างเนื้อหาทั้งหมดแล้ว ตามแผนที่วางไว้ ฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนประจำปีนี้จะยังคงเป็นผู้นำในการผลักดันการเจรจาต่อไป หากไม่สามารถสรุปให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ ตำแหน่งประธานอาเซียนจะส่งต่อไปยังสิงคโปร์ในปี 2027 ซึ่งจะเดินหน้าผลักดันกระบวนการที่ดำเนินมากว่าสองทศวรรษนี้ให้เสร็จสมบูรณ์ในที่สุด นักวิเคราะห์ระบุว่าการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศและการประชุมสุดยอดจีน-อาเซียนในระยะต่อไปจะเป็นจุดสังเกตสำคัญว่าการเจรจาจะสรุปได้ตามกำหนดเวลาหรือไม่
欧亚时报·泰国站
สื่อข่าวหลายภาษาสำหรับผู้อ่านจีน-ไทย เน้นรายงานเชิงลึกและวิเคราะห์สถานการณ์
© 2026 欧亚时报·泰国站 · Eurasia Times Thailand. สงวนลิขสิทธิ์
นโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไข