ข่าวด่วน
ไทยปรับกฎยกเว้นวีซ่าหลายชาติ 15 ก.ย. นี้ ยันสิทธิยกเว้นวีซ่า 30 วันของจีนยังคงเดิม  ◆  ทีเส็บบุกเซินเจิ้น เปิดงาน MEET Thai Plus 2026 หวังดึงเม็ดเงินจีนพันล้านบาท  ◆  ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าไทยร่วงหนัก หลังมาตรการอุดหนุนลดลง กระทบผู้ผลิตจีนในตลาดไทย  ◆  นายกฯ อนุทิน ย้ำไทย-จีน "เหมือนครอบครัวเดียวกัน" พร้อมเร่งขจัดอุปสรรคการลงทุน  ◆  ศิลปินไทยร่วมร้อยชีวิตบินลัดฟ้าสู่ปักกิ่ง ร่วมคอนเสิร์ตนานาชาติที่กำแพงเมืองจีน ฉลอง 51 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน      ไทยปรับกฎยกเว้นวีซ่าหลายชาติ 15 ก.ย. นี้ ยันสิทธิยกเว้นวีซ่า 30 วันของจีนยังคงเดิม  ◆  ทีเส็บบุกเซินเจิ้น เปิดงาน MEET Thai Plus 2026 หวังดึงเม็ดเงินจีนพันล้านบาท  ◆  ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าไทยร่วงหนัก หลังมาตรการอุดหนุนลดลง กระทบผู้ผลิตจีนในตลาดไทย  ◆  นายกฯ อนุทิน ย้ำไทย-จีน "เหมือนครอบครัวเดียวกัน" พร้อมเร่งขจัดอุปสรรคการลงทุน  ◆  ศิลปินไทยร่วมร้อยชีวิตบินลัดฟ้าสู่ปักกิ่ง ร่วมคอนเสิร์ตนานาชาติที่กำแพงเมืองจีน ฉลอง 51 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน      
欧亚时报·泰国站
欧亚时报
泰国站 · EURASIA TIMES
กลับหน้าหลัก
เศรษฐกิจ
คลื่นลงทุนจีนในไทย: ศูนย์ข้อมูลและ AI มาแรง TikTok ได้ไฟเขียวลงทุนกว่า 8.4 แสนล้านบาท
欧亚时报编辑部·4 นาที· 5 นาที
การลงทุนจีนในไทยกระจุกตัวในกลุ่มศูนย์ข้อมูล AI และชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า ล่าสุดบริษัทในเครือ TikTok ได้รับอนุมัติลงทุนกว่า 8.4 แสนล้านบาทเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล
ข้อมูลสถิติและความเคลื่อนไหวของภาคธุรกิจหลายด้านชี้ว่า การลงทุนโดยตรงจากจีนในไทยกำลังเปลี่ยนโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เน้นภาคการผลิตแบบดั้งเดิม มาสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูงและเกิดใหม่ อาทิ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ศูนย์ประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ระดับสูง โดยความเคลื่อนไหวที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการลงทุนล่าสุดของบริษัทในเครือ ByteDance เจ้าของแพลตฟอร์ม TikTok ในประเทศไทย
คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้อนุมัติให้บริษัทในเครือ TikTok ในประเทศไทยลงทุนราว 842,000 ล้านบาท (ประมาณ 26,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อขยายธุรกิจศูนย์ข้อมูล โดยจะเพิ่มเซิร์ฟเวอร์และขยายขีดความสามารถด้านการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลในพื้นที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับความต้องการบริการดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเสริมสถานะของไทยในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับภูมิภาค ทั้งนี้ ตัวเลขที่ถูกต้องซึ่งผ่านการตรวจสอบคือ 842,000 ล้านบาท มิใช่ 84,200 ล้านบาทตามที่มีการรายงานคลาดเคลื่อนในบางแหล่งข่าวก่อนหน้านี้ ถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของ TikTok ในไทยเท่าที่เคยมีมา
โครงการนี้เป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงสุดในบรรดาโครงการลงทุนชุดล่าสุดที่ BOI อนุมัติ ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 958,000 ล้านบาท (ราว 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยในจำนวนโครงการที่ได้รับอนุมัติทั้ง 6 โครงการ มี 3 โครงการที่อยู่ในกลุ่มศูนย์ข้อมูลและบริการโฮสติ้งข้อมูล คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 913,000 ล้านบาท สะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลายเป็นเป้าหมายหลักของเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าไทยในปัจจุบัน นอกเหนือจากธุรกิจศูนย์ข้อมูลแล้ว TikTok ยังให้คำมั่นที่จะจัดโครงการอบรมด้านความรู้ดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยและแรงงานไทย เพื่อเสริมมิติด้านผลประโยชน์ทางสังคมของการลงทุนครั้งนี้
นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแล้ว เงินทุนจากจีนในช่วงหลังยังกระจายเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตเฉพาะทาง เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ และแผ่นวงจรพิมพ์ระดับสูง สะท้อนว่าห่วงโซ่อุตสาหกรรมของจีนกำลังวางระบบนิเวศสนับสนุนที่ครบวงจรมากขึ้นในไทยอย่างมีเป้าหมาย มิใช่เพียงใช้ไทยเป็นฐานประกอบรถยนต์หรือการผลิตขั้นปลายเท่านั้น นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมมองว่าแนวโน้มนี้สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็วขึ้นของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและหุ่นยนต์ของจีนเอง ตลอดจนความต้องการขยายตลาดต่างประเทศ ซึ่งสอดรับกับนโยบายด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการเปิดรับการลงทุนต่างชาติที่รัฐบาลไทยปรับปรุงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์เตือนว่าการยกระดับโครงสร้างการลงทุนอย่างรวดเร็วนี้ก็สร้างข้อเรียกร้องที่สูงขึ้นต่อศักยภาพรองรับของไทยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและระบบระบายความร้อนที่ต้องรองรับการดำเนินงานศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ได้หรือไม่ หรือกำลังคนด้านเทคนิคในประเทศที่ต้องเพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ ล้วนส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของการลงทุนกลุ่มใหม่นี้ในทางปฏิบัติ ประเด็นนี้ยังสอดคล้องกับที่นายกรัฐมนตรีอนุทินเน้นย้ำเรื่อง “การถ่ายทอดเทคโนโลยี” และ “การใช้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ” ในสุนทรพจน์เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งถือเป็นเบาะแสสำคัญสำหรับทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีนในระยะต่อไป
ในด้านการผลิต การลงทุนตั้งฐานผลิตในประเทศของผู้ผลิตรถยนต์จีนในไทยเริ่มมีขนาดที่ชัดเจนขึ้น โรงงาน BYD ที่จังหวัดระยองเปิดดำเนินการผลิตตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 มีกำลังการผลิตตามแบบ 150,000 คันต่อปี และจนถึงเดือนตุลาคม 2568 มียอดส่งมอบสะสมทะลุ 100,000 คัน ปัจจุบันผลิตรถยนต์หลายรุ่น ได้แก่ Atto 3 (Yuan Plus), Dolphin, Seal, Seal 05 DM-i และ Song Plus DM-i ส่วนโรงงานของเกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) ที่ระยองมีกำลังการผลิต 80,000 คันต่อปี และเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ประกาศตัวเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่ดำเนินการผลิตในประเทศครบตามเงื่อนไขเพื่อชดเชยโควตานำเข้าภายใต้มาตรการ EV3.5 ได้สำเร็จก่อนโครงการสิ้นสุด ขณะที่โรงงานร่วมทุนระหว่างเอสเอไอซี มอเตอร์กับเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่จังหวัดชลบุรี ผลิตทั้งรถยนต์สันดาปและปลั๊กอินไฮบริดอย่าง MG5 และ MG ZS รวมถึงรุ่นไฟฟ้าล้วนอย่าง MG S5 และ MG4 ที่เริ่มผลิตแล้วแต่ยังไม่ส่งออกในวงกว้าง ข้อมูลระบุว่าปัจจุบันมีผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากจีนตั้งฐานผลิตในประเทศไทยแล้ว 7 ราย มีกำลังการผลิตรวมกันเกิน 550,000 คันต่อปี กลายเป็นฐานสำคัญของห่วงโซ่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าจีนในการขยายสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จดหมายข่าว
รับข่าวเด่นทุกเช้า
สรุปข่าวสำคัญวันละครั้ง ฟรี ไม่มีสแปม
欧亚时报·泰国站
欧亚时报·泰国站
สื่อข่าวหลายภาษาสำหรับผู้อ่านจีน-ไทย เน้นรายงานเชิงลึกและวิเคราะห์สถานการณ์
© 2026 欧亚时报·泰国站 · Eurasia Times Thailand. สงวนลิขสิทธิ์
นโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไข