การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มบริกส์ครั้งที่ 18 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-13 กันยายน ที่ศูนย์การประชุมภารตะมันดะปัม (Bharat Mandapam) กรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย โดยมีนายกรัฐมนตรีนเรนทระ โมดี ในฐานะประธานหมุนเวียนของกลุ่มบริกส์ประจำปีนี้เป็นประธานการประชุม ภายใต้แนวคิดหลัก “การสร้างความยืดหยุ่น นวัตกรรม ความร่วมมือ และความยั่งยืน” การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในวาระที่กลไกความร่วมมือบริกส์ครบรอบ 20 ปี ผู้นำประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้งที่เข้าร่วมประชุม ได้แก่ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย และประธานาธิบดีซีริล รามาโฟซาของแอฟริกาใต้ ส่วนบราซิลเนื่องจากมีการเลือกตั้งท้องถิ่นในช่วงเวลาเดียวกัน ประธานาธิบดีลูอิส อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา จึงไม่ได้เข้าร่วม และให้รัฐมนตรีต่างประเทศ เมาโร วิเอย์รา เข้าร่วมประชุมแทน หลังการประชุม ประเทศสมาชิกได้ร่วมกันรับรอง “ปฏิญญานิวเดลี” ซึ่งมีความยาวถึง 140 วรรค เมื่อวันที่ 12 กันยายน ครอบคลุมประเด็นการปฏิรูประบบธรรมาภิบาลโลก ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ การค้าและการเงิน พลังงานและภูมิอากาศ เทคโนโลยี สาธารณสุข การเกษตร และความร่วมมือด้านประชาชน ถือเป็นเอกสารผลลัพธ์หลักของการประชุมครั้งนี้
หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจากการประชุมครั้งนี้ คือการหารือทวิภาคีระหว่างประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและนายกรัฐมนตรีนเรนทระ โมดี ของอินเดีย ที่กรุงนิวเดลีเมื่อวันที่ 12 กันยายน จากแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศจีนและสำนักนายกรัฐมนตรีอินเดีย นี่เป็นครั้งแรกที่สีจิ้นผิงเดินทางเยือนอินเดียอีกครั้งในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่การเยือนครั้งก่อนในปี 2562 และยังเป็นการพบกันแบบเผชิญหน้าครั้งที่สามต่อเนื่องกันของผู้นำสูงสุดทั้งสองประเทศ ต่อจากการพบกันที่เมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย ในเดือนตุลาคม 2567 และที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน ในเดือนสิงหาคม 2568 สื่อต่างประเทศหลายแห่ง รวมถึงสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ต่างระบุว่าการเดินทางเยือนครั้งนี้เป็น “การเยือนอินเดียครั้งแรกในรอบ 7 ปี” ของสีจิ้นผิง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ตรวจสอบได้
ตามเนื้อหาการหารือที่กระทรวงการต่างประเทศจีนและสื่อทางการเผยแพร่ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้เสนอความเห็น 4 ประการต่อนายกรัฐมนตรีโมดีระหว่างการพบกัน โดยเน้นว่าจีนและอินเดียควร “กำหนดทิศทางด้วยความเข้าใจทางยุทธศาสตร์ที่เป็นกลางและมีเหตุผล” “ประสบความสำเร็จร่วมกันด้วยแนวคิดความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย” “ขจัดสิ่งรบกวนด้วยภูมิปัญญาทางการเมืองแห่งการเคารพและให้อภัยซึ่งกันและกัน” และ “แสวงหาผลประโยชน์ร่วมด้วยพหุภาคีนิยมที่เปิดกว้างและครอบคลุม” พร้อมทั้งระบุว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การแลกเปลี่ยนในระดับกลไกของทั้งสองประเทศได้ค่อยๆ ฟื้นตัว รายการความร่วมมือขยายตัวต่อเนื่อง และการค้าทวิภาคีทำสถิติสูงสุดใหม่ ด้านนายกรัฐมนตรีโมดีกล่าวว่า อินเดียยินดีมองความสัมพันธ์อินเดีย-จีนด้วยมุมมองเชิงยุทธศาสตร์และระยะยาว พร้อมเป็นหุ้นส่วนมากกว่าคู่แข่ง และมองการพัฒนาของแต่ละฝ่ายเป็นโอกาสมากกว่าความท้าทาย ขณะที่นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน สรุปภายหลังว่า “ความเห็นร่วมที่สำคัญที่สุด” ที่ผู้นำทั้งสองประเทศบรรลุคือการยืนยันว่าจีนและอินเดียควรเป็นหุ้นส่วนซึ่งกันและกัน ไม่ใช่คู่แข่ง
ในประเด็นเขตแดน ท่าทีของทั้งสองฝ่ายค่อนข้างระมัดระวังและไม่ได้แสดงถึงความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรีโมดีเน้นย้ำระหว่างการหารือว่าความสงบสุขและสันติภาพในพื้นที่ชายแดนเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองฝ่ายควรยึดถือข้อตกลงและความเข้าใจที่มีอยู่เดิมเกี่ยวกับปัญหาเขตแดน ขณะที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเสนอว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีและปัญหาเขตแดนควร “เดินหน้าคู่ขนานกันสองเส้นทาง” โดยใช้การเคารพและให้อภัยซึ่งกันและกันในการรักษาความสงบสุขในพื้นที่ชายแดนร่วมกัน จากเนื้อหาการหารือที่ทั้งสองฝ่ายเผยแพร่อย่างเป็นทางการ ความเห็นร่วมที่บรรลุระหว่างทั้งสองประเทศส่วนใหญ่เป็นเพียงหลักการและทิศทาง คือเห็นพ้องที่จะแก้ไขปัญหาเขตแดนด้วยวิธีที่เป็นธรรม สมเหตุสมผล และทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ พร้อมทั้งร่วมกันดูแลความสงบสุขในพื้นที่ชายแดน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยแผนการกำหนดเขตแดนที่เป็นรูปธรรมหรือกำหนดเวลาใดๆ ซึ่งมีความแตกต่างเล็กน้อยแต่สำคัญจากรายงานภาษาจีนบางฉบับก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า “ทั้งสองประเทศบรรลุความเห็นร่วมในการแก้ไขปัญหาเขตแดน” เนื่องจากความเห็นร่วมที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องหลักการและวิธีการจัดการปัญหาเขตแดน ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเขตแดนที่เป็นรูปธรรมแล้ว
สื่อต่างประเทศหลายแห่งวิเคราะห์การพบกันระหว่างสีจิ้นผิงกับโมดีครั้งนี้ในบริบทของความสัมพันธ์อินเดีย-จีนที่ค่อยๆ ผ่อนคลายลงมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เหตุปะทะที่ชายแดนในปี 2563 รายงานของบลูมเบิร์กและอัลจาซีราระบุว่าการพบกันครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามของทั้งสองฝ่ายในการรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดที่ชายแดนซึ่งยังคงมีอยู่ และเป็นความต่อเนื่องของกระบวนการคลี่คลายความสัมพันธ์ทวิภาคีนับจากการพบกันที่เทียนจินในปี 2568 ขณะที่นิตยสารฟอเรนพอลิซี (Foreign Policy) ระบุในบทวิเคราะห์ว่าการพบกันระหว่างโมดีและสีจิ้นผิงครั้งนี้เป็น “จุดสูงสุดของการผ่อนคลายความสัมพันธ์” (a detente) ในขณะเดียวกัน ก็มีความเห็นบางส่วนชี้ว่า แม้ผู้นำทั้งสองประเทศจะแสดงท่าทีที่เป็นบวกในการหารือ แต่ในด้านการค้าและเศรษฐกิจทวิภาคียังคงมีความหวาดระแวงและความขัดแย้งอยู่ไม่น้อย ส่วนประเด็นที่มีความอ่อนไหว เช่น การส่งกำลังทหารและการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใกล้แนวเส้นควบคุมพื้นที่ที่แท้จริง (LAC) ก็ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในเนื้อหาการหารือที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ
อีกหนึ่งผลลัพธ์สำคัญของการประชุมสุดยอดครั้งนี้ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง คือการที่จีนประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะรับตำแหน่งประธานหมุนเวียนของกลุ่มบริกส์ในปี 2570 และจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มบริกส์ครั้งที่ 19 ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงกล่าวในถ้อยแถลงระหว่างการประชุมเมื่อวันที่ 12 กันยายนว่า ปี 2569 เป็นวาระครบรอบ 20 ปีของกลไกความร่วมมือบริกส์ และจีนพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อเปิด “ทศวรรษทองที่สาม” ของความร่วมมือบริกส์ในปีถัดไป สื่อทางการจีนหลายแห่งบรรยายเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการที่กลไกบริกส์ “กลับมาสู่ปีแห่งจีนอีกครั้ง” โดยย้อนความว่าก่อนหน้านี้จีนเคยดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มบริกส์มาแล้ว 2 ครั้ง คือการประชุมที่เมืองซานย่าในปี 2554 และที่เมืองเซี่ยเหมินในปี 2560 ทำให้การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้จะเป็นครั้งที่สามของจีน และเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปีนับตั้งแต่การประชุมที่เมืองเซี่ยเหมินในปี 2560 ที่จีนจะกลับมารับบทบาท “เจ้าภาพ” ของกลไกพหุภาคีนี้อีกครั้ง นักวิเคราะห์ชี้ว่าจังหวะที่จีนรับตำแหน่งประธานครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่กลุ่มบริกส์ยังคงขยายสมาชิกภาพอย่างต่อเนื่อง หลังจากรับอียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย (ซึ่งยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการทางกฎหมายในการเข้าเป็นสมาชิกอย่างสมบูรณ์) เข้าร่วมเมื่อปี 2567 ทำให้บทบาทและอิทธิพลของกลไกบริกส์ในประเด็นธรรมาภิบาลโลกยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การกำหนดวาระการประชุมของจีนในครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองจากทั่วโลก
หากพิจารณาวาระการประชุมโดยรวม การประชุมสุดยอดครั้งนี้นอกจากประเด็นทวิภาคีระหว่างอินเดียกับจีนแล้ว ยังครอบคลุมประเด็นความขัดแย้งระดับนานาชาติหลายเรื่องด้วย จากรายงานของสื่อ ผู้นำที่เข้าร่วมประชุมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนและสถานการณ์ในฉนวนกาซา ซึ่งเนื้อหาที่เกี่ยวข้องได้ถูกบรรจุไว้ใน “ปฏิญญานิวเดลี” ด้วย นอกจากนี้ การประชุมยังหารือถึงท่าทีร่วมของกลุ่มบริกส์ในด้านธรรมาภิบาลการค้าโลก การระดมทุนเพื่อการพัฒนาแบบพหุภาคี การกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ และความร่วมมือด้านสาธารณสุข สำนักข่าวอัลจาซีราและสื่ออื่นๆ รายงานว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในบริบทที่ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซีย ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน และเจ้าภาพอย่างนายกรัฐมนตรีโมดีปรากฏตัวร่วมกัน ซึ่งสื่อฝ่ายตะวันตกส่วนใหญ่มองว่าเป็นหน้าต่างสำคัญในการสังเกตท่าทีร่วมของกลุ่มบริกส์ที่มีต่อฝ่ายตะวันตก
นอกจากการหารือทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีโมดีแล้ว ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงยังเข้าร่วมการประชุมระยะที่หนึ่งของการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มบริกส์ครั้งที่ 18 และกล่าวถ้อยแถลงสำคัญ โดยเรียกร้องให้ประเทศกลุ่มบริกส์รวมพลังแห่งความสามัคคีและความร่วมมือ ในสถานการณ์ที่โครงสร้างระเบียบโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างลึกซึ้ง ตามที่ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียเปิดเผย ประธานาธิบดีปูตินและสีจิ้นผิงยังได้จัดการหารือทวิภาคีระหว่างช่วงการประชุมด้วย ตามแนวปฏิบัติปกติของกลุ่มบริกส์ ตำแหน่งประธานหมุนเวียนจะถูกส่งมอบจากอินเดียไปยังจีนอย่างเป็นทางการหลังการประชุมสุดยอดสิ้นสุดลง โดยจีนจะรับหน้าที่ประธานหมุนเวียนเป็นเวลา 1 ปีตั้งแต่ปี 2570 จนกว่าจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดครั้งต่อไป ทั้งนี้ จนถึงขณะนี้ฝ่ายจีนยังไม่ได้ประกาศเมืองและวันที่จัดการประชุมสุดยอดบริกส์ปี 2570 อย่างเป็นทางการ
ที่น่าสังเกตคือ แม้ฝ่ายจีนจะย้ำว่าผลลัพธ์จากการพบกันระหว่างสีจิ้นผิงและโมดีในครั้งนี้เป็นไปในทางบวก แต่การวิเคราะห์จากภายนอกส่วนใหญ่ยังเห็นว่าการปรับปรุงความสัมพันธ์อินเดีย-จีนอย่างมีนัยสำคัญยังคงเผชิญความท้าทายไม่น้อย มีความเห็นบางส่วนชี้ว่าภายในอินเดียยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการพึ่งพาทางเศรษฐกิจและการค้ากับจีน รวมถึงเรื่องการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการเตรียมพร้อมด้านความปลอดภัยที่ชายแดน แม้รัฐบาลโมดีจะแสดงท่าทีที่เป็นมิตรในการแถลงต่อสาธารณะ แต่ก็ยังคงย้ำเงื่อนไขให้ยึดถือข้อตกลงเขตแดนที่มีอยู่และรักษาความสงบสุขที่ชายแดนควบคู่กันไปด้วย ซึ่งถูกตีความว่าอินเดียยังคงมีความระมัดระวังและสงวนท่าทีในระดับหนึ่งต่อการกระชับความสัมพันธ์กับจีนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยสรุปแล้ว การประชุมสุดยอดครั้งนี้และการพบกันระหว่างสีจิ้นผิงกับโมดีได้สร้างบรรยากาศทางการเมืองที่ผ่อนคลายลงในช่วงหนึ่งให้แก่ความสัมพันธ์อินเดีย-จีน แต่ความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาเขตแดนอย่างแท้จริงยังต้องรอกลไกการเจรจาที่ชัดเจนกว่านี้ในอนาคตต่อไป