กลับหน้าหลักต่างประเทศ
สี่วันหลังดินถล่มด่านจี้หลง จีน-เนปาลเร่งประสานกู้ภัยข้ามพรมแดน
สี่วันหลังเหตุดินถล่มข้ามพรมแดนถล่มด่านจี้หลงในทิเบต ทีมกู้ภัยจีนขยายกำลังเป็นกว่า 2,000 นายและประสานงานใกล้ชิดกับเนปาล ขณะยอดผู้สูญหายที่รวมชาวต่างชาติกว่า 260 คนยังคงมีการปรับปรุงต่อเนื่อง
สี่วันหลังเกิดเหตุดินถล่มข้ามพรมแดนที่ด่านจี้หลง (Gyirong) อำเภอจี้หลง เมืองรื่อคาเจ๋อ เขตปกครองตนเองซีจ้าง (ทิเบต) ของจีน ทีมกู้ภัยจีนยังคงเร่งแข่งกับเวลาอยู่ในหุบเขาชายแดนที่ระดับความสูงเกือบ 1,800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ทีมกู้ภัยยังคงเดินหน้าเปิดทางถนนสายหลัก G216 ที่เสียหาย พร้อมค้นหาผู้สูญหายในพื้นที่ศูนย์กลางภัยพิบัติ ขณะเดียวกันก็รักษาการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยฝั่งเนปาล ซึ่งเป็นจุดต้นกำเนิดของดินถล่ม ทั้งในเรื่องความคืบหน้าการค้นหาและการแจ้งเตือนภัยพิบัติซ้ำซ้อน ผ่านมาสี่วัน ปฏิบัติการกู้ภัยมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ความคืบหน้ายังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากภูมิประเทศที่สูงชันอันตราย ความเสี่ยงจากทะเลสาบกั้นน้ำที่เพิ่งก่อตัวขึ้นใหม่ และฝนที่ตกต่อเนื่อง
กระทรวงบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินของจีนระบุว่า ต้นเหตุโดยตรงของภัยพิบัติครั้งนี้คือธารน้ำแข็งฝั่งเนปาลที่แตกตัวอย่างฉับพลันในเช้าวันที่ 26 สิงหาคม เมื่อเวลาประมาณ 10.52 น. ตามเวลาปักกิ่ง มวลน้ำแข็งที่ระดับความสูงราว 5,200 เมตรพังทลายลงมาและร่วงหล่นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาทีสู่ระดับความสูงประมาณ 4,000 เมตร กัดเซาะไหล่เขาและลำน้ำตลอดทาง พัดพาโคลน ทราย และหินจำนวนมหาศาลจนกลายเป็นกระแสเศษซากขนาดใหญ่ที่เคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูง กระแสดังกล่าวไหลบ่าลงตามหุบเขาเป็นระยะทางราว 22 กิโลเมตร ก่อนพุ่งเข้าถล่มด่านจี้หลงฝั่งจีนที่ระดับความสูงประมาณ 1,800 เมตรในเช้าวันเดียวกัน ทำลายอาคารด่าน ถนน และโครงสร้างพื้นฐานชายแดนภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เข้าถึงจุดเกิดเหตุในเวลาต่อมาบรรยายว่า “เหลือแต่ซากปรักหักพัง”
ตัวเลขผู้เสียชีวิตและสูญหายมีความแตกต่างกันบ้างระหว่างรายงานแต่ละฉบับ เนื่องจากการค้นหายังดำเนินต่อไปและมีการปรับปรุงตัวเลขอยู่ตลอดเวลา สื่อทางการจีนอ้างอิงรายงานล่าสุดเมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 29 สิงหาคมว่า ณ เวลา 01.00 น. ของวันนั้น ภัยพิบัติทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย และสูญหาย 554 ราย ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติประมาณ 260 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขชุดเดียวกับที่ปรากฏในสรุปข่าวรายวันฉบับก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม รายงานทางการฉบับล่าสุดซึ่งอ้างอิงข้อมูล ณ เวลา 18.00 น. ของวันที่ 29 สิงหาคม ระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 16 ราย ส่วนยอดผู้สูญหายปรับเป็น 546 ราย โดยในจำนวนนี้ตรวจสอบยืนยันแล้วว่าเป็นชาวต่างชาติที่สูญหาย 261 ราย จาก 23 ประเทศ รวมถึงคาซัคสถาน มาเลเซีย เนปาล อินเดีย แอฟริกาใต้ ไอร์แลนด์ เยอรมนี รัสเซีย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย เนื่องจากการค้นหายังดำเนินอยู่และการสื่อสารรวมถึงการเข้าถึงพื้นที่ภัยพิบัติยังมีข้อจำกัด ทางการจึงย้ำว่าตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นข้อมูลชั่วคราวและอาจมีการปรับเปลี่ยนอีกในภายหลัง
งานด้านการอพยพย้ายที่อยู่และการดูแลทางการแพทย์ก็ดำเนินไปพร้อมกัน จนถึงวันที่ 30 สิงหาคม ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงภัย 5 หมู่บ้านของตำบลจี้หลงและตำบลซาเล่อ รวม 499 คน ได้รับการอพยพย้ายที่อยู่เรียบร้อยแล้ว ส่วนนักท่องเที่ยวในประเทศ 555 คนที่เคยติดค้างอยู่ในตัวเมืองจี้หลงก็ได้รับการอพยพออกมาอย่างปลอดภัยครบถ้วน ทีมแพทย์เคลื่อนที่ได้เข้าตรวจรักษาและคัดกรองอาการบาดเจ็บให้ประชาชนในศูนย์พักพิงแล้ว 151 คน ด้านเสบียง เมืองจี้หลงในอำเภอจี้หลงได้จัดส่งเต็นท์มาแล้ว 1,122 หลัง โดยกองกำลังตำรวจติดอาวุธประจำเมืองรื่อคาเจ๋อช่วยขนย้ายเต็นท์อีกกว่า 450 ชุด รวมถึงเสื้อกันหนาว เตียงพับ ผ้าห่ม และของบรรเทาทุกข์ฉุกเฉินอื่นๆ อีกกว่า 57,000 ชิ้น (ชุด) ที่ถูกลำเลียงเข้าพื้นที่ประสบภัย ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ห่างจากด่านจี้หลงราว 20 กิโลเมตร เต็นท์หลายสิบหลังได้จัดเตียงหลังละ 4 เตียง พร้อมผ้าห่ม ไฟส่องสว่าง และระบบไฟฟ้าไว้ให้ผู้อพยพและนักท่องเที่ยวพักอาศัยชั่วคราว
สาเหตุที่มีชาวต่างชาติได้รับผลกระทบจำนวนมากผิดปกติ เกี่ยวข้องโดยตรงกับทำเลที่ตั้งพิเศษของด่านจี้หลง ซึ่งอยู่บนเส้นทางถนนสายหลักที่เชื่อมกรุงกาฐมาณฑุของเนปาลกับนครลาซา และเป็นหนึ่งในด่านพรมแดนทางบกหลักที่นักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญชาวต่างชาติใช้เดินทางไปยังภูเขาไกรลาส (Mount Kailash) และทะเลสาบมานาซาโรวาร์ ข้อมูลที่ด่านศุลกากรรื่อคาเจ๋อเคยเปิดเผยระบุว่า ในปี 2024 มูลค่าการค้าผ่านด่านจี้หลงอยู่ที่ประมาณ 4,250 ล้านหยวน คิดเป็นเกือบร้อยละ 30 ของมูลค่าการค้าทวิภาคีจีน-เนปาลทั้งหมด ถือเป็นด่านที่มีปริมาณการค้าชายแดนสูงที่สุดระหว่างสองประเทศ เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น มีขบวนพ่อค้า คณะทัวร์ และผู้แสวงบุญจากหลายประเทศกำลังเดินทางผ่านหรือพักอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวพอดี ซึ่งเป็นบริบทสำคัญที่อธิบายได้ว่าเหตุใดจำนวนชาวต่างชาติที่สูญหายจึงสูงผิดปกติ
ฝ่ายจีนยังคงเพิ่มกำลังกู้ภัยอย่างต่อเนื่อง สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีและสื่อทางการอื่นๆ รายงานว่า ณ วันที่ 29 สิงหาคม กำลังแนวหน้าที่ด่านจี้หลงมีเจ้าหน้าที่กู้ภัย 1,386 นาย พร้อมอุปกรณ์ประมาณ 570 ชุด ปฏิบัติงานค้นหาในพื้นที่ศูนย์กลางภัยพิบัติและเปิดทางถนน หากนับรวมกำลังพลจากกองทัพปลดปล่อยประชาชน ตำรวจติดอาวุธ หน่วยดับเพลิงและกู้ภัย ตำรวจรักษาชายแดนสาธารณะ และทีมแพทย์ กำลังกู้ภัยทั้งหมดที่ระดมในเขตซีจ้างมีมากกว่า 2,000 นาย คณะกรรมการกำกับดูแลและบริหารสินทรัพย์ของรัฐยังส่งช่างเทคนิคและเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากรัฐวิสาหกิจ รวมถึงกลุ่มบริษัทไชน่าอันเหนิง (China Anneng) จำนวน 310 คน พร้อมอุปกรณ์ประมาณ 120 ชุด ได้แก่ โดรนตรวจจับอเนกประสงค์ เครื่องสแกนเลเซอร์สามมิติ เครื่องตรวจจับสัญญาณชีวิต รวมถึงรถขุดและรถตักขนาดใหญ่ หน่วยดับเพลิงและกู้ภัยแห่งชาติยังส่งกำลังเสริมจากเมืองเฉิงตู ขณะที่อาสาสมัครจากองค์กรกู้ภัยภาคประชาชนราว 50 คน รวมถึงทีมกู้ภัยบลูสกายแห่งซีจ้างและทีม “หยางถวน” จากมณฑลเจ้อเจียง ก็เข้าร่วมค้นหาในแนวหน้าด้วยเช่นกัน
ภูมิประเทศบริเวณจุดเกิดเหตุมีความซับซ้อนอย่างมาก เจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่าชั้นเศษซากที่ดินถล่มทับถมไว้มีความหนาเทียบเท่าตึกสูง 20 ชั้น ทีมค้นหาได้ตรวจค้นพื้นที่ศูนย์กลางขนาดประมาณ 40,000 ตารางเมตรซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงสองรอบ แต่ยังไม่พบผู้รอดชีวิตเพิ่มเติม ถนนสายหลัก G216 เป็นเส้นทางบกเพียงสายเดียวที่มุ่งสู่ด่าน โดยพื้นถนนช่วงสุดท้ายราว 1 กิโลเมตรก่อนถึงด่านถูกกระแสดินถล่มพัดหายไปทั้งหมด หลังจากทีมวิศวกรกู้ภัยหลายทีมทำงานต่อเนื่องหลายวัน ณ วันที่ 30 สิงหาคม สามารถเปิดทางถนนที่เสียหายได้แล้วประมาณ 2.5 กิโลเมตร เปิดทางให้เครื่องจักรหนักและเสบียงเข้าพื้นที่ได้มากขึ้น แต่เส้นทางเข้าสู่พื้นที่ศูนย์กลางความเสียหายรุนแรงที่สุดยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้เต็มรูปแบบ
ความเสี่ยงจากภัยพิบัติซ้ำซ้อนเป็นความท้าทายสำคัญอีกประการหนึ่ง ดินถล่มได้ปิดกั้นลำน้ำจนเกิดเป็นทะเลสาบกั้นน้ำที่มีปริมาณน้ำเทียบเท่าสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิกราว 1,000 สระ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีสัญญาณว่าจะล้นตลิ่ง จนต้องสั่งให้ทีมกู้ภัยแนวหน้าฝั่งจีนและยานพาหนะถอยร่นไปยังพื้นที่ปลอดภัย ขณะที่ทีมค้นหาฝั่งเนปาลต้องระงับปฏิบัติการชั่วคราวประมาณ 90 นาที ต่อมาหน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำของจีนระบุว่าทะเลสาบดังกล่าว “ระบายน้ำจนเกือบหมด” แล้ว ความเสี่ยงเฉพาะหน้าจึงคลี่คลายลง แต่ยังมีการพยากรณ์ว่าจะมีฝนตกต่อเนื่องในสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งอาจทำให้ไหล่เขาบริเวณต้นน้ำที่เปราะบางอยู่แล้วไม่มั่นคงยิ่งขึ้น เพิ่มความไม่แน่นอนทั้งต่อการค้นหาและการเปิดทางถนน
จีนและเนปาลยังคงประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในการรับมือภัยพิบัติครั้งนี้ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายชิชีร์ คานัล รัฐมนตรีต่างประเทศเนปาล เพื่อรายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนความช่วยเหลือของจีน ซึ่งรวมถึงเงินช่วยเหลือฉุกเฉินมูลค่าประมาณ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสิ่งของบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรมแก่เนปาล จีนยังได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญกู้ภัยในอุโมงค์สองทีม ทีมหนึ่งไปยังจุดเกิดเหตุ อีกทีมหนึ่งไปยังกรุงกาฐมาณฑุเพื่อช่วยเหลือการค้นหา ในด้านข้อมูล จีนได้แบ่งปันภาพถ่ายดาวเทียมของพื้นที่ประสบภัย ข้อมูลตรวจวัดทางอุทกวิทยา รวมถึงข้อมูลเตือนภัยล่วงหน้าเกี่ยวกับทะเลสาบกั้นน้ำต้นน้ำให้แก่ทางการเนปาล การประสานงานระหว่างศูนย์บัญชาการกู้ภัยแนวหน้าของทั้งสองประเทศดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงแรกของภัยพิบัติ
หากมองภาพรวมทั้งสองฝั่งชายแดน เนปาลก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักเช่นกัน หน่วยงานบริหารจัดการภัยพิบัติแห่งชาติเนปาลรายงานว่า เหตุน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยรายทั่วประเทศ และมีผู้สูญหายอีกหลายพันรายที่รอการยืนยัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเช่นเดียวกับฝั่งจีนยังคงมีการปรับปรุงต่อเนื่องตามความคืบหน้าของการค้นหา นักวิเคราะห์ชี้ว่าต้นเหตุโดยตรงของภัยพิบัติครั้งนี้ คือการแตกตัวของธารน้ำแข็งบนที่สูง สะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อนในเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งทำให้ธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้นและความเสี่ยงจากน้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตกเพิ่มสูงขึ้น แม้จีนและเนปาลจะหารือเรื่องโครงการโครงสร้างพื้นฐานรอบด่านจี้หลงมาหลายปี รวมถึงโครงการรถไฟข้ามพรมแดนที่มีการเสนอไว้ แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีข้อตกลงที่มีผลผูกพันอย่างเป็นทางการในเรื่องการแบ่งปันข้อมูลตรวจวัดภัยพิบัติข้ามพรมแดนแบบเรียลไทม์และกลไกเตือนภัยล่วงหน้าร่วมกัน ซึ่งช่องว่างด้านการกำกับดูแลนี้ได้รับความสนใจอีกครั้งจากภัยพิบัติครั้งนี้
นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าเหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มและดินถล่มครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์เดี่ยวๆ ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ รายงานของศูนย์พัฒนาภูเขาแบบบูรณาการนานาชาติ (ICIMOD) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงกาฐมาณฑุ เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา อัตราการละลายของธารน้ำแข็งในภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัยเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ข้อมูลการตรวจวัดยังชี้ว่าบริเวณที่เกิดธารน้ำแข็งถล่มครั้งนี้มีอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกประมาณสองเท่า โดยอุณหภูมิในพื้นที่เพิ่มขึ้นแล้วราว 2.8 องศาเซลเซียส (ประมาณ 5 องศาฟาเรนไฮต์) นับตั้งแต่ปี 1940 ผู้เชี่ยวชาญจึงเตือนว่า เมื่อพื้นที่สูงยังคงร้อนขึ้นต่อเนื่องและสภาพดินเยือกแข็งถาวรกับหิมะปกคลุมเปลี่ยนแปลงไป ภัยพิบัติแบบผสมผสาน เช่น ดินถล่มจากธารน้ำแข็งถล่มและน้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งแตก อาจเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นในพื้นที่ชายแดนเทือกเขาหิมาลัยในอนาคต ซึ่งเป็นภัยคุกคามระยะยาวต่อโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เส้นทางการค้า และการเดินทางข้ามพรมแดนของทั้งจีนและเนปาล และเป็นบริบทสำคัญที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายหารือกันเรื่องการจัดตั้งกลไกเฝ้าระวังและเตือนภัยร่วมกันอย่างเป็นระบบ
ขณะนี้ ทีมกู้ภัยจีนยังคงค้นหาในพื้นที่ศูนย์กลางที่ด่านจี้หลงตลอดทั้งวันทั้งคืน ควบคู่ไปกับการเร่งเปิดทางถนน รัฐบาลเขตปกครองตนเองซีจ้างได้เปิดเผยหมายเลขโทรศัพท์สายด่วนสองหมายเลขเพื่อให้บริการข้อมูลแก่ครอบครัวของผู้สูญหายภายในประเทศ ขณะเดียวกันก็ดำเนินการอพยพย้ายที่อยู่และจัดหาสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัยไปพร้อมกัน ทางการระบุว่าตราบใดที่ยังมีความหวังแม้เพียงน้อยนิด ปฏิบัติการค้นหาก็จะไม่หยุดลง แต่เนื่องจากสภาพภูมิประเทศและสภาพอากาศในพื้นที่ประสบภัยยังคงซับซ้อน จึงคาดว่าการค้นหาในระยะต่อไปจะยังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก