กลับหน้าหลักสังคม
โคลนถล่มด่านจี๋หลง ทิเบต คร่าชีวิต 7 ราย สูญหาย 554 ราย ปฏิบัติการค้นหาข้ามพรมแดนยังดำเนินต่อ
โคลนถล่มที่ถล่มด่านจี๋หลงในทิเบตเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 รายและสูญหาย 554 รายตามรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ขณะทีมกู้ภัยเร่งค้นหาท่ามกลางความเสี่ยงจากดินถล่มและทะเลสาบกั้นเขื่อนที่อาจแตกซ้ำ
เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ของวันที่ 26 สิงหาคม 2026 เกิดเหตุโคลนถล่มครั้งใหญ่ที่ด่านชายแดนจี๋หลง (Gyirong) อำเภอจี๋หลง เมืองรื่อกาเจ๋อ (Shigatse) เขตปกครองตนเองทิเบต ประเทศจีน โดยโคลนถล่มมีต้นเหตุจากธารน้ำแข็งถล่มบนฝั่งเนปาลของพรมแดนจีน-เนปาล และพัฒนาอย่างรวดเร็วกลายเป็นน้ำท่วมฉับพลันขนาดใหญ่ที่ซัดเข้าสู่พื้นที่แกนกลางของด่านจี๋หลง ก่อให้เกิดผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก ตามรายงานล่าสุดของทางการจีนที่เผยแพร่เมื่อเวลา 01.00 น. ของวันที่ 29 สิงหาคม ภัยพิบัติครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตยืนยันแล้ว 7 ราย และสูญหาย 554 ราย ขณะที่มีผู้รอดชีวิต 2 รายที่ได้รับการช่วยเหลือจากหมู่บ้านเรอซั่ว นับเป็นหนึ่งในภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในเขตปกครองตนเองทิเบตในรอบหลายปี และปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินไปอย่างเร่งด่วนตลอด 24 ชั่วโมง
จากการวิเคราะห์สาเหตุของภัยพิบัติที่รายงานโดยสำนักข่าวซินหัวและสื่ออื่น ๆ ระบุว่าต้นตอของโคลนถล่มเกิดจากธารน้ำแข็งถล่มบนฝั่งเนปาลของเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งก่อให้เกิดกระแสเศษหินดินโคลนขนาดใหญ่และน้ำท่วมฉับพลันไหลบ่าลงตามหุบเขาแม่น้ำจี๋หลงจ้างปู้ ก่อนจะข้ามพรมแดนเข้าสู่ฝั่งจีนและซัดเข้าใส่ด่านจี๋หลง จากการตรวจสอบพื้นที่และการจำลองเหตุการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ พบว่ากระบวนการทั้งหมดตั้งแต่ธารน้ำแข็งถล่มจนกระทั่งกระแสน้ำโคลนซัดถึงด่านจี๋หลงใช้เวลาเพียงประมาณ 7 นาที โดยความเร็วกระแสน้ำสูงสุดพุ่งไปถึง 50 เมตรต่อวินาที แทบไม่เหลือเวลาให้ประชาชนและสิ่งปลูกสร้างตามเส้นทางได้รับการเตือนภัยหรืออพยพ หลังเกิดเหตุ อาคารด่านจี๋หลงได้รับความเสียหายอย่างหนัก บางส่วนเหลือเพียงโครงเหล็กเสริมคอนกรีตเปล่า ๆ ขณะที่ถนน ระบบสื่อสาร และไฟฟ้าโดยรอบด่านถูกตัดขาดเป็นวงกว้าง
ในช่วงหนึ่งถึงสองวันแรกหลังเกิดภัยพิบัติ การสื่อสารที่ขาดหายและถนนที่เสียหายทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าถึงพื้นที่แกนกลางของภัยพิบัติได้ยาก ตัวเลขผู้เสียชีวิตและสูญหายจึงถูกปรับแก้หลายครั้งตามความคืบหน้าของการตรวจสอบยืนยัน รายงานเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมระบุตัวเลขไว้ที่ผู้เสียชีวิต 3 ราย สูญหาย 558 ราย ต่อมาเมื่อกำลังกู้ภัยทยอยเดินทางถึงพื้นที่และมีการตรวจสอบข้อมูลผู้สูญหายมากขึ้น จำนวนผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้วจึงเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนผู้สูญหายถูกปรับลดลงเล็กน้อย ล่าสุด ณ เวลา 01.00 น. ของวันที่ 29 สิงหาคม มีผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้ว 7 ราย และสูญหาย 554 ราย นอกเหนือจากผู้รอดชีวิต 2 รายที่ได้รับการช่วยเหลือจากหมู่บ้านเรอซั่วก่อนหน้านี้ ทางการระบุว่าตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้าย และอาจเปลี่ยนแปลงต่อไปตามความคืบหน้าของการค้นหาและตรวจสอบ
หลังเกิดภัยพิบัติ กระทรวงบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินของจีนและสำนักงานบริหารดับเพลิงและกู้ภัยแห่งชาติได้ส่งกำลังกู้ภัยไปยังพื้นที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 27 สิงหาคม สำนักงานบริหารดับเพลิงและกู้ภัยแห่งชาติได้ส่งเจ้าหน้าที่จากทีมกู้ภัยจีน ซึ่งมีกำลังหลักจากกองพลดับเพลิงและกู้ภัยมณฑลเสฉวนจำนวน 111 นาย พร้อมอุปกรณ์ตรวจจับ ค้นหาผู้รอดชีวิต ตัดถ่างเปิดทาง สื่อสาร และสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ เดินทางถึงพื้นที่ในคืนนั้น ต่อมากำลังจากกองพลดับเพลิงทิเบตและกองกำลังเคลื่อนที่มณฑลเสฉวนก็ทยอยเดินทางมาสมทบ โดย ณ เวลา 10.00 น. ของวันที่ 28 สิงหาคม กำลังดับเพลิงและกู้ภัยแบบผสมผสานของประเทศได้ส่งกำลังพลรวมสะสม 681 นาย และยานพาหนะ 113 คันไปยังพื้นที่เกิดเหตุ เนื่องจากพื้นที่ภัยพิบัติตั้งอยู่ในหุบเขาที่ระดับความสูงกว่า 3,800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และบางช่วงถนนถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง ทีมกู้ภัยจึงใช้วิธีเข้าพื้นที่แกนกลางแบบสามทาง ได้แก่ ทางน้ำด้วยเรือยาง ทางบกด้วยการเดินเท้าข้ามภูเขา และทางอากาศด้วยการลาดตระเวนและส่งเสบียงทางอากาศ พร้อมทั้งได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ Mi-171 รุ่นที่ออกแบบสำหรับพื้นที่สูงไปยังพื้นที่ภัยพิบัติเพื่อช่วยลาดตระเวนทางอากาศและลำเลียงเสบียง
ด่านจี๋หลงเป็นจุดผ่านแดนและศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญระหว่างจีนกับเนปาล ภัยพิบัติครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานของด่าน อาคารตรวจร่วมของด่านถูกกระแสน้ำพัดจนแทบราบเป็นหน้ากลอง เหลือเพียงโครงเหล็กเสริมคอนกรีต ขณะที่ถนนหลวงหมายเลข G216 ที่มุ่งสู่พื้นที่แกนกลางของด่านได้รับความเสียหายเป็นระยะทางประมาณ 2.6 กิโลเมตร โดยผิวถนนถูกกัดเซาะจนหมดสิ้น ส่งผลให้รถกู้ภัยและเครื่องจักรหนักไม่สามารถสัญจรผ่านได้ในช่วงหนึ่ง ประมาณ 72 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ หรือราววันที่ 29 สิงหาคม บริษัทไชน่าอันเหนิง ในเครือกลุ่มบริษัทวิศวกรรมพลังงานแห่งประเทศจีน ได้ระดมช่างเทคนิคและช่างฝีมือ 60 คน พร้อมเครื่องจักรกลหนัก 14 คัน อาทิ รถขุดและรถตัก เร่งเดินทางถึงพื้นที่เพื่อซ่อมแซมถนนที่เสียหายอย่างเร่งด่วน โดยใช้วิธีนำโครงตาข่ายเหล็กบรรจุก้อนหินมาเสริมความแข็งแรงและซ่อมแซมผิวถนนที่ถูกกัดเซาะ เพื่อเปิดเส้นทางบกสู่พื้นที่แกนกลางของภัยพิบัติให้เร็วที่สุด และสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการค้นหากู้ภัยและการลำเลียงเสบียงต่อไป
เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเตือนว่า แม้ปฏิบัติการกู้ภัยจะยังคงดำเนินต่อไป แต่พื้นที่โดยรอบด่านจี๋หลงยังคงเผชิญกับความเสี่ยงร้ายแรงจากภัยพิบัติทางธรณีวิทยาที่อาจตามมา การถล่มของธารน้ำแข็งและโคลนถล่มทำให้เกิดทะเลสาบกั้นเขื่อนธรรมชาติที่ไม่มั่นคงหลายแห่งในลำน้ำตอนบน ซึ่งเกิดจากดินและเศษซากที่ถล่มลงมากั้นทางน้ำ และบางแห่งเริ่มมีสัญญาณน้ำล้นในระยะหลัง หากเกิดการแตกของทะเลสาบเหล่านี้ อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมและโคลนถล่มซ้ำในพื้นที่ท้ายน้ำ หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาท้องถิ่นคาดการณ์ว่าจะยังคงมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของดินถล่ม โคลนถล่ม และน้ำท่วม กองบัญชาการกู้ภัยจึงได้ตั้งจุดสังเกตการณ์ใกล้ทะเลสาบกั้นเขื่อน มอบหมายให้ผู้เชี่ยวชาญเฝ้าติดตามตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาและทรัพยากรธรรมชาติตรวจสอบความเสี่ยงตามภูเขาและถนนโดยรอบ เพื่อป้องกันภัยพิบัติซ้ำและรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่กู้ภัย
ที่ควรทราบคือ ภัยพิบัติครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ภัยธรรมชาติข้ามพรมแดน โดยฝั่งเนปาลของพรมแดนจีน-เนปาลได้รับความสูญเสียที่รุนแรงยิ่งกว่า ตามรายงานของสื่อต่างประเทศ รวมถึงสำนักข่าว CNN ณ วันที่ 28 สิงหาคม เจ้าหน้าที่กู้ภัยฝั่งเนปาลพบร่างผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 157 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกราว 2,500 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าความสูญเสียฝั่งจีนอย่างมาก ต้องเน้นย้ำว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตและสูญหายฝั่งเนปาลนั้นเป็นข้อมูลคนละชุดโดยสิ้นเชิงจากตัวเลขผู้เสียชีวิต 7 รายและสูญหาย 554 รายที่ด่านจี๋หลงฝั่งจีน โดยแต่ละประเทศรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลของตนเองแยกจากกัน ไม่ควรนำมาปะปนหรือรวมกัน แม้ว่าภัยพิบัติในทั้งสองประเทศจะมีต้นตอมาจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติข้ามพรมแดนครั้งเดียวกันในเทือกเขาหิมาลัย นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงในการแถลงข่าวประจำวันว่า ในพื้นที่ประสบภัยฝั่งเนปาลเคยมีพลเมืองจีนสูญหายเกือบ 100 คน ซึ่งเป็นตัวเลขคนละชุดกับผู้สูญหาย 554 รายที่ด่านจี๋หลงฝั่งจีน ไม่ควรนำมาปะปนกัน ขณะเดียวกัน ตามข้อมูลเบื้องต้นที่ทางการท้องถิ่นเปิดเผย ในจำนวนผู้สูญหายที่ด่านจี๋หลงฝั่งจีนมีชาวต่างชาติรวมอยู่ 260 คน ซึ่งอัตลักษณ์และสัญชาติที่แน่ชัดยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ สถานทูตและสถานกงสุลจีนประจำเนปาลได้เปิดกลไกฉุกเฉินด้านกงสุล และกำลังประสานงานกับฝ่ายเนปาลตลอดจนสถานทูตของประเทศที่เกี่ยวข้องในจีน เพื่อตรวจสอบข้อมูลผู้สูญหาย โดยจีนย้ำว่าการค้นหาช่วยเหลือจะดำเนินการอย่างเท่าเทียมกันทั้งต่อพลเมืองจีนและชาวต่างชาติ
จนถึงรายงานล่าสุด นอกจากผู้รอดชีวิต 2 รายที่ได้รับการช่วยเหลือจากหมู่บ้านเรอซั่วก่อนหน้านี้แล้ว ยังไม่มีรายงานพบผู้รอดชีวิตเพิ่มเติมทั้งฝั่งเนปาลและฝั่งจีน ขณะที่ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยเข้าสู่วันที่สี่แล้ว และยังคงเผชิญความยากลำบากและความเสี่ยงสูง ทางการจีนระบุว่าจะยังคงเสริมกำลังค้นหาและกู้ภัยต่อไป เร่งซ่อมแซมถนนหลวงหมายเลข G216 พร้อมทั้งเฝ้าติดตามความเสี่ยงจากภัยพิบัติซ้ำ เช่น การล้นของทะเลสาบกั้นเขื่อน อย่างใกล้ชิด และทุ่มเทสรรพกำลังในการค้นหาผู้สูญหายที่เหลืออยู่ ภัยพิบัติครั้งนี้ตอกย้ำถึงความเสี่ยงจากการละลายของธารน้ำแข็ง การแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็ง และน้ำท่วมภูเขาในภูมิภาคหิมาลัยท่ามกลางภาวะโลกร้อน อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นความท้าทายอย่างยิ่งที่โครงสร้างพื้นฐานชายแดนอันเปราะบางและสภาพภูมิประเทศของภูมิภาคนี้สร้างขึ้นต่อการรับมือเหตุฉุกเฉินข้ามพรมแดน