ข่าวด่วน
ไทยปรับกฎยกเว้นวีซ่าหลายชาติ 15 ก.ย. นี้ ยันสิทธิยกเว้นวีซ่า 30 วันของจีนยังคงเดิม  ◆  ทีเส็บบุกเซินเจิ้น เปิดงาน MEET Thai Plus 2026 หวังดึงเม็ดเงินจีนพันล้านบาท  ◆  ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าไทยร่วงหนัก หลังมาตรการอุดหนุนลดลง กระทบผู้ผลิตจีนในตลาดไทย  ◆  นายกฯ อนุทิน ย้ำไทย-จีน "เหมือนครอบครัวเดียวกัน" พร้อมเร่งขจัดอุปสรรคการลงทุน  ◆  ศิลปินไทยร่วมร้อยชีวิตบินลัดฟ้าสู่ปักกิ่ง ร่วมคอนเสิร์ตนานาชาติที่กำแพงเมืองจีน ฉลอง 51 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน      ไทยปรับกฎยกเว้นวีซ่าหลายชาติ 15 ก.ย. นี้ ยันสิทธิยกเว้นวีซ่า 30 วันของจีนยังคงเดิม  ◆  ทีเส็บบุกเซินเจิ้น เปิดงาน MEET Thai Plus 2026 หวังดึงเม็ดเงินจีนพันล้านบาท  ◆  ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าไทยร่วงหนัก หลังมาตรการอุดหนุนลดลง กระทบผู้ผลิตจีนในตลาดไทย  ◆  นายกฯ อนุทิน ย้ำไทย-จีน "เหมือนครอบครัวเดียวกัน" พร้อมเร่งขจัดอุปสรรคการลงทุน  ◆  ศิลปินไทยร่วมร้อยชีวิตบินลัดฟ้าสู่ปักกิ่ง ร่วมคอนเสิร์ตนานาชาติที่กำแพงเมืองจีน ฉลอง 51 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน      
欧亚时报·泰国站
欧亚时报
泰国站 · EURASIA TIMES
กลับหน้าหลัก
การเมือง
สมช. เคาะ "พล.อ.ชัยพฤกษ์" นั่งเลขาธิการสภาความมั่นคงฯ คนใหม่ แทน "ฉัตรชัย"
欧亚时报编辑部·13 วัน· 5 นาที
Russell Roederer — Wikimedia Commons, Public domain
นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติเห็นชอบให้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. คนใหม่ แทนนายฉัตรชัย บางชวด ที่ย้ายไปดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย ยืนยันภายหลังเป็นประธานการประชุมที่เกี่ยวข้องกับกิจการความมั่นคงว่า คณะรัฐมนตรีและสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ดำเนินกระบวนการด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้องเสร็จสิ้นแล้ว โดยเห็นชอบให้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบกคนปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. คนใหม่ การแต่งตั้งครั้งนี้หมายความว่า พล.อ.ชัยพฤกษ์ วัย 58 ปี จะย้ายจากตำแหน่งบังคับบัญชาแนวหน้าในกองทัพ มาดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนระดับสูงสุดที่รับผิดชอบกำหนดนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนบุคลากรของรัฐบาลที่ได้รับความสนใจอย่างมากในระยะนี้ ต่อมาภายในไม่กี่วัน สมช. ได้มีมติอย่างเป็นทางการยืนยันให้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ทั้งนี้ ตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ในอดีตเคยสลับกันระหว่างข้าราชการพลเรือนและนายทหาร โดยก่อนหน้านี้ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ นายทหารสายทหารบก ก็เคยดำรงตำแหน่งนี้มาแล้ว การย้ายตำแหน่งของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ จึงไม่ใช่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของหน่วยงานที่นายทหารประจำการย้ายมาดำรงตำแหน่งนี้ การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้บริบททางการเมืองใหม่ของรัฐบาลอนุทิน โดยพรรคภูมิใจไทยที่นายอนุทินเป็นหัวหน้าพรรค ชนะการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยจำนวน 193 ที่นั่ง กลายเป็นพรรคที่มีเสียงมากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่นายอนุทินจะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในวันที่ 19 มีนาคมปีเดียวกัน และจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ สื่อไทยหลายสำนักมองว่าการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเลขาธิการ สมช. และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีในรอบนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการจัดวางทีมงานด้านความมั่นคงและกิจการภายในของรัฐบาลชุดใหม่ให้มั่นคงยิ่งขึ้น และถือเป็นหนึ่งในการปรับเปลี่ยนบุคลากรด้านความมั่นคงที่สำคัญนับตั้งแต่จัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดนี้
ตามมติคณะรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. คนปัจจุบัน จะย้ายไปดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แทนนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน สื่อไทยหลายสำนักรายงานว่า นายฉัตรชัยยังมีอายุราชการเหลืออยู่ในตำแหน่งเลขาธิการ สมช. อีกประมาณ 1 ปี และคาดว่าจะเกษียณอายุราชการในปี 2570 นายอนุทินอธิบายว่า การย้ายนายฉัตรชัยเป็นเพราะเขามีความคุ้นเคยกับการทำงานของรัฐบาลและสามารถประสานงานกับสำนักนายกรัฐมนตรีได้อย่างใกล้ชิด ขณะที่ตำแหน่งเลขาธิการ สมช. จำเป็นต้องได้บุคคลที่เหมาะสมกับลักษณะงานมากกว่าเดิมมาสืบทอดตำแหน่งต่อไป
นายฉัตรชัยเป็นข้าราชการพลเรือนอาวุโสของ สมช. ที่ถูกเรียกว่า “ลูกหม้อ สมช.” เนื่องจากเติบโตมาในหน่วยงานนี้มาอย่างยาวนาน เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์เกษตร จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาโทพัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพัฒนาการเศรษฐกิจ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เขาได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ สมช. คนที่ 25 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2567 ในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ในขณะนั้น ก่อนหน้านั้นเขารับผิดชอบงาน “การพูดคุยเพื่อสันติสุข” ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทยมาอย่างต่อเนื่อง เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ ถือเป็นข้าราชการพลเรือนคนสำคัญคนหนึ่งที่ผลักดันกระบวนการเจรจาสันติสุขชายแดนใต้
ในทางกลับกัน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ผู้ที่กำลังจะเข้ารับตำแหน่งใหม่ มีข้อมูลเปิดเผยว่าเขาผ่านหลักสูตรฝึกอบรมระดับสูงหลายหลักสูตรของกองทัพไทย ได้แก่ หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการทหาร จากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก (รุ่นที่ 77) หลักสูตรหลักประจำโรงเรียนเสนาธิการทหารบก (รุ่นที่ 65) หลักสูตรนายทหารชั้นผู้บังคับกองพัน (รุ่นที่ 87) และหลักสูตรส่งทางอากาศของโรงเรียนสงครามพิเศษ (รุ่นที่ 180) รวมถึงเคยผ่านการอบรมที่เกี่ยวข้องกับวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ก่อนดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารบก เขารับราชการในสายงานยุทธการมาอย่างยาวนาน ถือเป็นนายทหารอาวุโสสายบู๊ สื่อไทยมักเรียกเขาด้วยฉายา “เสธ.ปูด้วง” (หมายถึง “เสนาธิการปูด้วง”) หรือ “บิ๊กปูด้วง” โดยคำว่า “ปู” เป็นชื่อเล่นส่วนตัวของเขา ส่วน “ด้วง” มาจากนามสกุล “ด้วงประพัฒน์”
ในฐานะเสนาธิการทหารบก พล.อ.ชัยพฤกษ์ เดินทางลงพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทยด้วยตนเองหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการเดินทางไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่และประชาชนในพื้นที่ ภายหลังเกิดเหตุความรุนแรงที่ตลาดตันหยงมัส จังหวัดนราธิวาส โดยย้ำว่าทุกฝ่ายต้องเดินหน้ารักษาความสงบและสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ที่เกิดความขัดแย้งทางทหารตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พล.อ.ชัยพฤกษ์ ก็ปรากฏตัวในแนวหน้าของพื้นที่ชายแดนหลายครั้งเช่นกัน สื่อไทยบางสำนักบรรยายว่าเขาเป็นนายทหารสายลุยที่มักลงพื้นที่ด้วยตนเอง ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งนี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพื้นที่พิพาทรอบปราสาทพระวิหารและปราสาทตาเมือนธม เป็นการปะทุขึ้นครั้งใหญ่ของข้อพิพาทเขตแดนระหว่างสองประเทศที่มีมานานหลายทศวรรษ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่าร้อยราย และประชาชนในพื้นที่ชายแดนหลายแสนคนต้องอพยพชั่วคราว กองทัพบกไทยยังได้เปิดปฏิบัติการทางทหารในชื่อรหัส “สัตตวัฒน์” (Sattawat) ซึ่งครั้งหนึ่งสามารถควบคุมพื้นที่บางส่วนทางตอนเหนือของกัมพูชาได้ ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงในเดือนกรกฎาคมและธันวาคม 2568 ตามลำดับ แต่สถานการณ์ตามแนวชายแดนยังคงปะทุเป็นระยะและยังขาดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน หลายรายงานยังระบุด้วยว่า พล.อ.ชัยพฤกษ์เป็นหนึ่งในนายทหารที่นายอนุทินคุ้นเคยและไว้วางใจ โดยมักติดตามนายอนุทินไปปฏิบัติภารกิจราชการอยู่เสมอ
เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนตำแหน่งครั้งนี้ นายอนุทินกล่าวตอบคำถามสื่อมวลชนว่า หลักเกณฑ์ในการเลือกเลขาธิการ สมช. คนใหม่คือต้อง “หาคนที่เหมาะสมกับงาน” มิใช่การพิจารณาจากอาวุโสเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งอธิบายว่าการย้ายนายฉัตรชัยไปดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นเพราะทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นจากประสบการณ์ที่ผ่านมา จากรายงานข่าวล่าสุด การดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ยังต้องผ่านขั้นตอนการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากคณะรัฐมนตรี และกระบวนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามธรรมเนียมปฏิบัติของระบบข้าราชการพลเรือนไทย จึงจะมีผลอย่างสมบูรณ์ แต่ในระดับ สมช. ได้มีความเห็นตรงกันเกี่ยวกับตัวบุคคลแล้ว สื่อไทยหลายสำนักจึงรายงานถึงเขาในฐานะ “ว่าที่เลขาธิการ” และมักใช้คำว่า “ข้ามห้วย” (ซึ่งหมายถึงการก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างสายทหารกับสายข้าราชการพลเรือน) เพื่ออธิบายเส้นทางการย้ายจากตำแหน่งเสนาธิการทหารบกมาสู่ตำแหน่งเลขาธิการ สมช. ของเขา
สภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นหนึ่งในกลไกหลักของระบบราชการไทยที่รับผิดชอบการกำหนดนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ โดยสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติสังกัดอยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการถือเป็นข้าราชการพลเรือนตำแหน่งสูงสุดของหน่วยงานนี้ ทำหน้าที่ให้คำแนะนำเชิงนโยบายแก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีโดยตรงในประเด็นด้านการป้องกันประเทศ กิจการชายแดน ภัยคุกคามความมั่นคงข้ามพรมแดน และแนวทางรับมือต่าง ๆ พร้อมทั้งประสานท่าทีของหน่วยงานด้านการต่างประเทศ กลาโหม และมหาดไทยในประเด็นความมั่นคงของชาติ ทั้งสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ล้วนอยู่ในขอบเขตงานที่ สมช. ให้ความสำคัญ ทั้งนี้ หน่วยงานนี้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนทั้งด้านภารกิจและสายบังคับบัญชากับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน. หรือ ISOC) ซึ่งรับผิดชอบปฏิบัติการรักษาความสงบภาคพื้นดินและมีกองทัพบกเป็นแกนหลัก โดย สมช. เป็นหน่วยงานด้านนโยบายที่ขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี มีเลขาธิการซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการพลเรือนเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ขณะที่ กอ.รมน. มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ และผู้บัญชาการทหารบกเป็นรองผู้อำนวยการ ทำหน้าที่รับผิดชอบปฏิบัติการรักษาความสงบและปราบปรามการก่อการร้ายภายในประเทศโดยตรง แม้ทั้งสองหน่วยงานจะอยู่ภายใต้ระบบงานด้าน “ความมั่นคง” เหมือนกัน แต่บทบาทหน้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน สื่อมวลชนและสาธารณชนจึงควรแยกแยะให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
ที่น่าสังเกตคือ สื่อไทยบางสำนัก รวมถึง TOPNEWS มองว่าประเด็นหนึ่งที่ควรจับตาจากการปรับเปลี่ยนตำแหน่งครั้งนี้ คือความเป็นไปได้ที่จะส่งผลต่อทิศทางของกระบวนการ “พูดคุยเพื่อสันติสุข” ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทยในระยะต่อไป เนื่องจาก พล.อ.ชัยพฤกษ์ เคยปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มาอย่างยาวนาน จึงมีความคุ้นเคยกับสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ ขณะที่นายฉัตรชัย ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้า ก็เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันหลักของกระบวนการเจรจาสันติสุขชายแดนใต้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับทิศทางที่ชัดเจนของการเจรจาสันติสุขชายแดนใต้ในอนาคต ข้อสังเกตดังกล่าวจึงยังคงเป็นเพียงการวิเคราะห์ของสื่อมวลชน มิใช่ท่าทีนโยบายที่กำหนดไว้แล้ว
การปรับเปลี่ยนตำแหน่งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการจัดวางบุคลากรด้านความมั่นคงและกิจการภายในหลายตำแหน่งของรัฐบาลอนุทินในระยะนี้ ครอบคลุมทั้งตำแหน่งเลขาธิการ สมช. และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กำลังจะพ้นจากตำแหน่งเสนาธิการทหารบกเพื่อย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ที่ สมช. สาธารณชนก็จะยังคงจับตาแนวทางการทำงานด้านนโยบายความมั่นคงแห่งชาติของเขาต่อไป รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการที่นายทหารระดับสูงย้ายข้ามมาสู่ระบบข้าราชการพลเรือนในลักษณะนี้ ว่าจะส่งผลต่อทิศทางการตัดสินใจของไทยในประเด็นการเจรจาสันติสุขชายแดนภาคใต้และกิจการชายแดนไทย-กัมพูชาหรือไม่ ส่วนผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารบกแทน พล.อ.ชัยพฤกษ์ นั้น ขณะนี้ยังไม่มีสื่อไทยสำนักใดรายงานชื่อบุคคลที่ชัดเจน คาดว่าจะมีการประกาศพร้อมกับการปรับย้ายนายทหารประจำปีในลำดับถัดไป
จดหมายข่าว
รับข่าวเด่นทุกเช้า
สรุปข่าวสำคัญวันละครั้ง ฟรี ไม่มีสแปม
欧亚时报·泰国站
欧亚时报·泰国站
สื่อข่าวหลายภาษาสำหรับผู้อ่านจีน-ไทย เน้นรายงานเชิงลึกและวิเคราะห์สถานการณ์
© 2026 欧亚时报·泰国站 · Eurasia Times Thailand. สงวนลิขสิทธิ์
นโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไข