กลับหน้าหลักสังคม
DDPM เตือน 51 จังหวัดเสี่ยงน้ำป่า พร้อม TMD ประกาศฝนตกหนักตอนบนไทย 29 ส.ค.-2 ก.ย.
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของไทยออกประกาศเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม เตือน 51 จังหวัดทั่วประเทศให้เฝ้าระวังความเสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก โดย 17 จังหวัดในพื้นที่ตอนบนถูกจัดเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงสุดต่อน้ำป่าและดินถล่ม ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากระหว่างวันที่ 29 สิงหาคมถึง 2 กันยายน
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (DDPM) ของไทย ออกประกาศเตือนเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม แจ้งให้ทั้งประเทศ 51 จังหวัด เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดต่อความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง ในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม ถึง 2 กันยายน เนื่องจากคาดว่าปริมาณฝนทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายวันข้างหน้า ขณะเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยา (TMD) ก็ได้ออกประกาศเตือนสำหรับช่วงเวลาเดียวกัน โดยระบุว่าภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยจะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก และมีความเสี่ยงสูงต่อน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากจากพื้นที่ป่าเขา คำเตือนระยะเวลา 5 วันนี้เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของฤดูฝนไทย ทำให้หน่วยงานภาครัฐทุกระดับและประชาชนต้องเพิ่มความระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมือ
ตามข้อมูลจากศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (National Disaster Warning Center) การเตือนภัยครั้งนี้ครอบคลุม 51 จังหวัด โดยเน้นพื้นที่เสี่ยงสูงในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ในภาคเหนือ จังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย และตาก ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ บึงกาฬ นครพนม และสกลนคร ขณะที่ภาคตะวันออก จันทบุรี และตราด ถูกจัดเป็นพื้นที่เฝ้าระวังสูง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สั่งการให้หน่วยงานท้องถิ่นเผยแพร่คำเตือนผ่านทุกช่องทางที่มีอยู่ รวมถึงหอเตือนภัยและระบบ Cell Broadcast เพื่อให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ลำน้ำ เชิงเขา และพื้นที่ลุ่มต่ำ สามารถรับทราบความเสี่ยงได้ทันเวลาและเตรียมพร้อมอพยพหรือป้องกันตนเองได้ทันท่วงที
ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ The Nation Thailand เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ภายใต้การเตือนภัยระดับประเทศครั้งนี้ มี 17 จังหวัดในพื้นที่ตอนบนของประเทศไทยที่ถูกระบุเป็นพิเศษว่ามีความเสี่ยงสูงสุดต่อน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และโคลนถล่ม ซึ่งถือเป็นกลุ่มจังหวัดที่มีระดับความเสี่ยงสูงที่สุดภายในรายชื่อ 51 จังหวัดทั้งหมด จังหวัดเหล่านี้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ภูเขาทางภาคเหนือและพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ติดกับลาวและริมแม่น้ำโขง ซึ่งมีภูมิประเทศลาดชัน ปกคลุมด้วยป่าไม้ และมีการไหลบ่าของน้ำที่รวดเร็ว หากเผชิญฝนตกหนักต่อเนื่อง ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำป่าไหลหลากอย่างรวดเร็วและดินถล่มตามมา ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณเชิงเขา หน่วยงานป้องกันภัยได้สั่งการให้สำนักงานท้องถิ่นใน 17 จังหวัดนี้เพิ่มความถี่ในการลาดตระเวนตรวจสอบ และเตรียมกำลังคนและอุปกรณ์ไว้ล่วงหน้า
กรมอุตุนิยมวิทยาอธิบายว่า สาเหตุของสภาพอากาศฝนตกหนักในรอบนี้มาจากร่องมรสุมที่เคลื่อนตัวลงมาทางใต้อย่างต่อเนื่อง พาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของไทย ก่อนต่อเนื่องไปยังหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณชายฝั่งเวียดนามตอนบนและอ่าวตังเกี๋ย ขณะเดียวกัน มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังค่อนข้างแรงยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ปัจจัยทั้งสองประกอบกันทำให้ปริมาณฝนเพิ่มสูงขึ้น กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าระหว่างวันที่ 29 สิงหาคมถึง 2 กันยายน ภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออกของไทยจะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก บางพื้นที่อาจมีฝนตกหนักมากเป็นพิเศษ ปริมาณน้ำฝนสะสมอาจเพียงพอที่จะก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง และดินถล่ม โดยเฉพาะตามลำน้ำที่อยู่ใกล้เชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำ นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยายังออกประกาศเตือนภัยทางทะเลควบคู่กัน โดยระบุว่าคลื่นในทะเลอันดามันและอ่าวไทยบางพื้นที่อาจสูงถึง 2-3 เมตร แจ้งเตือนให้เรือและชาวประมงระมัดระวังในการเดินเรือ
สำหรับการเตือนภัยครั้งนี้ ศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (Center for Disaster Prevention and Mitigation Coordination, CDPMC) ได้สั่งการให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่เสี่ยงสูงเพิ่มการประสานงานอย่างใกล้ชิด เตรียมความพร้อมรับมือกับน้ำท่วมและดินถล่มที่อาจเกิดขึ้น และคงการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมงตลอดช่วงเวลาประกาศเตือนภัย หน่วยงานท้องถิ่นได้รับคำสั่งให้ติดตามปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำในแม่น้ำ และปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำแบบเรียลไทม์อย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณผิดปกติต้องเปิดใช้กลไกการเตือนภัยทันที พร้อมทั้งแบ่งปันข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมชลประทาน เพื่อให้คำสั่งเตือนภัยไปถึงระดับพื้นที่และชุมชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างรวดเร็วที่สุด
ในขณะเดียวกัน ทางการไทยได้เรียกร้องให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณเชิงเขา พื้นที่ลุ่มต่ำ และริมลำน้ำ เพิ่มความระมัดระวัง ติดตามประกาศพยากรณ์อากาศล่าสุดจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานป้องกันภัยในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมป้องกันตนเองหรือการอพยพเมื่อจำเป็น กรมอุตุนิยมวิทยาแนะนำให้ประชาชนวางแผนการเดินทางและกิจกรรมกลางแจ้งด้วยความระมัดระวังตลอดช่วงเวลาเตือนภัย หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีน้ำท่วมขังหรือเส้นทางในพื้นที่ภูเขา และสามารถติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศล่าสุดได้ทางเว็บไซต์ tmd.go.th หรือโทรสายด่วน 0-2399-4012-13 และ 1182 ซึ่งให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
นับตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลากในลักษณะใกล้เคียงกันมาแล้วหลายครั้ง โดยเมื่อวันที่ 18-21 สิงหาคม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเคยออกประกาศเตือนน้ำป่าไหลหลากใน 39 จังหวัด และก่อนหน้านั้นยังเคยออกประกาศเตือนภัยน้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม และคลื่นลมแรงในทะเลครอบคลุมมากถึง 61 จังหวัดในคราวเดียว ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนมิถุนายน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยยังเคยออกประกาศเตือนภัยน้ำท่วมและดินถล่มสำหรับ 6 จังหวัดภาคใต้ ความถี่ของการเตือนภัยที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าฤดูฝนปีนี้ประเทศไทยได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากการเคลื่อนตัวขึ้นลงของร่องมรสุมและความแปรปรวนของกำลังมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้การกระจายตัวของฝนไม่สม่ำเสมอและผันผวนรุนแรง อีกทั้งยังตอกย้ำถึงความจำเป็นที่หน่วยงานป้องกันภัยจะต้องคงระดับการเฝ้าระวังขั้นสูงต่อไปตลอดช่วงกลางถึงปลายฤดูฝน
ณ เวลาที่เผยแพร่รายงานนี้ในวันที่ 30 สิงหาคม ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผู้บาดเจ็บเสียชีวิตหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับช่วงเตือนภัยระหว่างวันที่ 29 สิงหาคมถึง 2 กันยายนนี้ กล่าวโดยสรุปแล้ว การประกาศเตือนภัยครั้งนี้ยังคงมีลักษณะเป็นมาตรการป้องกันล่วงหน้า มิใช่การรายงานภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่ตอนบนของไทยมีภูมิประเทศซับซ้อนและบางจังหวัดเคยประสบเหตุน้ำป่าไหลหลากมาแล้วหลายครั้งในอดีต ทางการจึงยังคงเน้นย้ำว่าทุกฝ่ายไม่ควรลดความระมัดระวังลงจนกว่าช่วงเวลาเตือนภัยทั้งหมดจะสิ้นสุดลง และต้องติดตามข้อมูลล่าสุดจากกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างต่อเนื่อง
ที่น่าสังเกตคือ หลายจังหวัดทางภาคเหนือที่ปรากฏอยู่ในรายชื่อเตือนภัยครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงลักษณะนี้ เนื่องจากจังหวัดในพื้นที่ภูเขาภาคเหนืออย่างเชียงรายและแม่ฮ่องสอนเคยประสบปัญหาน้ำป่าไหลหลากและถนนถูกตัดขาดมาแล้วหลายครั้งในช่วงฤดูฝนของปีก่อน ๆ ด้วยเหตุนี้ หน่วยงานป้องกันภัยในพื้นที่จึงเร่งกำชับให้อำเภอและตำบลในสังกัดตรวจสอบระบบระบายน้ำ ขุดลอกลำน้ำ และทดสอบอุปกรณ์กระจายเสียงเตือนภัยล่วงหน้าก่อนและระหว่างช่วงเตือนภัยครั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบจากฝนตกหนักให้ได้มากที่สุด นักวิเคราะห์ระบุว่ารูปแบบฝนของไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีความผันผวนภายในฤดูกาลสูงขึ้น โดยมีทั้งช่วงฝนตกหนักระยะสั้นสลับกับช่วงแล้งเป็นระยะ ทำให้หน่วยงานป้องกันภัยไม่อาจอาศัยเพียงประสบการณ์ในอดีตประเมินความเสี่ยงได้อีกต่อไป แต่ต้องอาศัยการพยากรณ์แบบต่อเนื่องและข้อมูลเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์จากกรมอุตุนิยมวิทยาในการปรับแผนรับมืออย่างต่อเนื่อง