กลับหน้าหลักการเมือง
นายกฯ อนุทิน ย้ำไทย-จีน "เหมือนครอบครัวเดียวกัน" พร้อมเร่งขจัดอุปสรรคการลงทุน
นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวในพิธีครบรอบ 60 ปี สโมสรสมาคมชาวจีนเก้าสมาคมในไทย ย้ำมิตรภาพไทย-จีนดุจครอบครัวเดียวกัน พร้อมเร่งขจัดอุปสรรคการลงทุนของจีน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ร่วมพิธีฉลองครบรอบ 60 ปี "สโมสรสมาคมชาวจีนเก้าสมาคมในประเทศไทย" ที่หอประชุมชุยเผิงถัง สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย เขตสาทร กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 6 กันยายน และได้กล่าวสุนทรพจน์สำคัญ โดยระบุว่าความสัมพันธ์ไทย-จีน "เปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน" ซึ่งเป็นคำเปรียบเทียบที่นายอนุทินใช้ตลอดการกล่าวสุนทรพจน์เพื่อสะท้อนมิตรภาพอันลึกซึ้งที่สั่งสมมาหลายทศวรรษระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ เขายังกล่าวถึงกรณีที่ประธานาธิบดีจีนเคยใช้คำว่า "ครอบครัว" อธิบายความสัมพันธ์ไทย-จีนเมื่อพบปะฝ่ายไทยเช่นกัน โดยระบุว่าจีนคือหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้ของไทย พร้อมเชิญชวนให้ไทยมองจีนเป็นมิตรที่ใกล้ชิดยิ่งกว่าญาติ
นายอนุทินย้อนถึงผลสำเร็จจากการนำคณะเยือนจีนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) รวม 15 ฉบับ พร้อมทั้งการเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แห่งใหม่ที่นครเฉิงตู โดยระบุว่าสำนักงานแห่งนี้จะช่วยให้ไทยเข้าถึงกลุ่มอุตสาหกรรมในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เปิดทางสู่การดึงดูดการลงทุนมูลค่าสูงเพิ่มเติม นายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลไทยพร้อมเปิดรับการลงทุนจากจีนอย่างเต็มที่ และมุ่งมั่นขจัดอุปสรรคเฉพาะหน้าที่นักลงทุนจีนเผชิญ ผ่านการลดขั้นตอนอนุมัติและประสานนโยบายระหว่างหน่วยงาน
เมื่อกล่าวถึงทิศทางความร่วมมือในรายละเอียด นายอนุทินเน้นย้ำสองประเด็นหลักคือการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการใช้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยระบุว่ารัฐบาลไทยต้องการให้นักลงทุนจีนไม่เพียงใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับอุตสาหกรรมไทยผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี พร้อมทั้งใช้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศมากขึ้น เพื่อให้ผลประโยชน์จากการลงทุนกระจายไปสู่เศรษฐกิจไทยในวงกว้าง ไม่จำกัดอยู่เพียงขั้นตอนการผลิตเพื่อส่งออกเท่านั้น คำกล่าวนี้ถูกมองว่าเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในไทยเรื่อง "การลงทุนจีนที่ใช้ทรัพยากรในประเทศน้อยเกินไป" ที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง
นายอนุทินยังชื่นชมบทบาทของชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยมาหลายทศวรรษ โดยระบุว่าสมาคมชาวจีนทั้งเก้าแห่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมด้านการกุศล การศึกษา และการค้ามาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นส่วนสำคัญของความสัมพันธ์ระดับประชาชนไทย-จีน ผู้เข้าร่วมพิธีในวันดังกล่าวยังมีนายอู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย คณะกรรมการหอการค้าไทย-จีน ตลอดจนนายกสมาคมทั้งเก้าแห่งและตัวแทนชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมาก
พิธีและสุนทรพจน์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ไทย-จีนที่ทวีความอบอุ่นต่อเนื่อง หลังนายอนุทินเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปีนี้ กระทรวงการต่างประเทศจีนได้แสดงความยินดีผ่านช่องทางทางการ พร้อมระบุว่าพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลไทยชุดใหม่เพื่อผลักดันความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น นักวิเคราะห์ชี้ว่ารัฐบาลอนุทินยังคงสานต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจต่อจีนแบบเดิมที่มุ่งดึงดูดการลงทุนจีนและกระชับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และสุนทรพจน์ครั้งนี้ยังสะท้อนว่าไทยต้องการรับการลงทุนจากจีนเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ อาทิ ศูนย์ข้อมูล การประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ และชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า
การที่นายอนุทินให้น้ำหนักเป็นพิเศษกับบทบาทของชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนในสุนทรพจน์ครั้งนี้ มีที่มาจากสถานะพิเศษของกลุ่มนี้ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย จากการศึกษาทางวิชาการพบว่า ในปี 2517 ชาวไทยเชื้อสายจีนมีสัดส่วนราวร้อยละ 8.5 ของประชากรทั้งประเทศ แต่กลับครอบครองการลงทุนด้านพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมการผลิตถึงราวร้อยละ 90 และครอบครองสินทรัพย์ด้านการเงินการธนาคารราวร้อยละ 50 ของประเทศ ขณะที่ช่วงต้นทศวรรษ 1980 นักธุรกิจทรงอิทธิพลที่สุด 25 อันดับแรกของไทย มีถึง 23 คนที่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน สมาคมชาวจีนทั้งเก้าแห่งได้ทำงานอย่างต่อเนื่องมาหลายทศวรรษในด้านการกุศล การศึกษา (ช่วงต้นทศวรรษ 1930 มีโรงเรียนจีนในไทยมากถึง 217 แห่ง) และการแพทย์ (เช่น โรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิที่ก่อตั้งในปี 2448) กลายเป็นฐานทางสังคมที่มั่นคงที่สุดชั้นหนึ่งของความสัมพันธ์ไทย-จีนระดับประชาชน ซึ่งเป็นบริบทที่อยู่เบื้องหลังการที่นายอนุทินย้ำคำว่า “ครอบครัวเดียวกัน” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสุนทรพจน์ครั้งนี้