กลับหน้าหลักการเมือง
จีน-ไทยเร่งเครื่อง ‘50 ปีทองคำ’ ปักหมุด AI เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นเสาหลักความร่วมมือใหม่
หลังการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทยเมื่อปี 2568 ทั้งสองประเทศเดินหน้าข้อตกลงลงทุน แถลงการณ์ร่วม และกลไกการหารือใหม่ตลอดปี 2569 พร้อมกำหนดให้ AI เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นเสาหลักความร่วมมือยุค ‘50 ปีทองคำ’
ตามรายงานของสื่อภาษาอังกฤษของไทยอย่าง Nation Thailand จีนกำลังวางแผนกระชับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในยุคใหม่ของความสัมพันธ์จีน-ไทยที่เรียกว่า ‘50 ปีทองคำ’ โดยเน้นหนักใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจดิจิทัล ฝ่ายจีนระบุว่าทั้งสองประเทศจะกระชับความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และเทคโนโลยีใหม่ เพื่อผลักดันความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้น ท่าทีล่าสุดนี้สอดคล้องกับกระแสความสัมพันธ์ที่ร้อนแรงต่อเนื่องหลังการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทยเมื่อปี 2568 (2025) และยังตรงกับช่วงเวลาที่จีนก้าวเข้าสู่ปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (“สือหวู่”) ในปี 2569 (2026)
จีนและไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 (1975) ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปี 2568 (2025) ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ทั้งสองฝ่ายได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองภายใต้แนวคิด ‘50 ปีทองคำ’ หลายรายการ รวมถึงการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ไทยเสด็จฯ เยือนจีนในฐานะการเยือนแบบรัฐพิธี และถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนกล่าวระหว่างการเข้าเฝ้าฯ ว่า จีนพร้อมร่วมมือกับไทยผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันจีน-ไทยต่อไป และหวังจะร่วมกันเปิดศักราชใหม่แห่ง ‘50 ปีทองคำ’ ครั้งต่อไป
ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปีนี้ หลังการประชุม “สองสภา” ของจีนสิ้นสุดลง นายเฉิน ไห่ผิง กงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์สื่อไทยว่า จีนมีแผนกระชับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับไทยภายใต้กรอบ ‘50 ปีทองคำ’ ต่อไป โดย AI เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจดิจิทัล จะเป็น 3 สาขาหลักที่ผลักดัน นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงความร่วมมือระหว่างจีน ไทย และเมียนมา ในการปราบปรามขบวนการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในพื้นที่เมียวดีและบริเวณใกล้เคียงของเมียนมา ทั้งสามประเทศได้จัดตั้งกลไกประสานงานระดับรัฐมนตรีตั้งแต่ต้นปี 2568 (2025) และดำเนินปฏิบัติการปราบปรามร่วมกันต่อเนื่องหลายรอบ จนถึงปัจจุบันมีผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกว่า 1,500 คนถูกส่งตัวกลับจีน และอาคารในเขตธุรกิจ “เคเคปาร์ก” (KK Park) ที่เมียวดีกว่า 630 หลังถูกรื้อถอนตามกฎหมาย
ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ความสัมพันธ์จีน-ไทยมีความคืบหน้าในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม โดยได้พบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่นครเซี่ยงไฮ้ และพบนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ที่กรุงปักกิ่ง พร้อมทั้งเข้าร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC) 2026 ที่เซี่ยงไฮ้ และเป็นประธานเปิดสำนักงานต่างประเทศแห่งใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่นครเฉิงตู การเยือนครั้งนี้นำไปสู่การลงนามความตกลงความร่วมมือ 15 ฉบับ ครอบคลุมด้านวิทยาศาสตร์ การบินและอวกาศ การศึกษา ปัญญาประดิษฐ์ การค้า ทรัพย์สินทางปัญญา และการบริหารจัดการน้ำ พร้อมคำมั่นจากภาคเอกชนจีนที่จะขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติมกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างตำแหน่งงานได้มากกว่า 10,000 ตำแหน่ง
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม รัฐบาลจีนและไทยได้ออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน โดยระบุชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายจะกระชับความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อาหารแห่งอนาคต การบินและอวกาศ เทคโนโลยีควอนตัม พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมชีวภาพ พร้อมกันนี้ทั้งสองประเทศยังได้เปิดตัวแผนความร่วมมือด้านการค้าและเศรษฐกิจฉบับใหม่ระยะหลายปี ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างเซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ และการผลิตที่ยั่งยืน พร้อมทั้งวางแผนจัดตั้งแพลตฟอร์มความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลที่เชื่อมโยงด้านการเงิน การค้าข้ามพรมแดน และการวิจัยด้าน AI เข้าไว้ด้วยกัน
วันที่ 22 กรกฎาคม งาน “มหกรรมความร่วมมือไทย-จีน 2026” เปิดฉากขึ้นที่กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “ลงทุนเพื่ออนาคต เติบโตไปด้วยกัน” ถือเป็นการยกระดับจากงานแสดงสินค้าการค้าแบบเดิมสู่การเป็นเวทีความร่วมมือครบวงจรที่เชื่อมโยงเงินทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายธุรกิจเข้าด้วยกัน นายอนุทินกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานด้วยท่าทีที่หนักแน่นผิดปกติในการสนับสนุนการลงทุนจากจีนอย่างเต็มที่ พร้อมให้คำมั่นเรื่องการปฏิรูปกระบวนการอนุมัติของราชการ การรับประกันความปลอดภัยแก่นักลงทุน และเตือนว่าเจ้าหน้าที่ที่ทำให้กระบวนการอนุมัติล่าช้าจะต้องรับผิดชอบ ในระดับโครงการที่เป็นรูปธรรม เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทยเพิ่งอนุมัติโครงการลงทุนด้านหุ่นยนต์มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งนำโดยบริษัทเทคโนโลยีจีน 5 แห่ง เพื่อสร้างคลัสเตอร์ชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีไทยและนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยังได้หารือระดับสูงกับบริษัทหัวเว่ยของจีน เพื่อขยายความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ศูนย์ข้อมูลยุคใหม่ และการพัฒนาบุคลากรดิจิทัล โดยไทยต้องการผลักดันตนเองให้เป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในขณะเดียวกันก็ยืนยันจุดยืนความเป็นกลางในการแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
ด้านเศรษฐกิจสีเขียว ไทยยังคงแบ่งปันประสบการณ์การดำเนินงานตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG (ชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว) ให้แก่ฝ่ายจีน ขณะที่จีนได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาตามแนวคิด “จีนที่งดงาม” ในฐานะประเทศประธานร่วมกลไกความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง จีนและไทยระบุว่าจะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกอื่น เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศในภูมิภาค ผลักดันการสร้างแถบเศรษฐกิจสีเขียวในลุ่มน้ำล้านช้าง-แม่โขง และเสริมพลังขับเคลื่อนสีเขียวให้กับกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง 2.0
ด้านความร่วมมือด้านความมั่นคง จีนและไทยยังยืนยันจะจัดตั้งกลไกการหารือระดับรัฐมนตรีรูปแบบใหม่ 2+2 ซึ่งครอบคลุมกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมของทั้งสองฝ่าย เพื่อประสานงานรับมือกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งขบวนการฉ้อโกงทางโทรคมนาคม อาชญากรรมที่จัดตั้งเป็นองค์กร การฟอกเงิน และการค้ามนุษย์ กลไกนี้ถูกมองว่าเป็นการยกระดับความเป็นสถาบันของกลไกความร่วมมือไตรภาคีจีน-เมียนมา-ไทยที่มีอยู่เดิม โดยคาดว่าการประชุมนัดแรกจะจัดขึ้นที่จีน และจะมุ่งเน้นไปที่ขบวนการฉ้อโกง ธุรกิจผิดกฎหมาย เครือข่ายฟอกเงิน และห่วงโซ่อาชญากรรมข้ามชาติในวงกว้าง
เบื้องหลังการยกระดับความร่วมมือดังกล่าวคือฐานเศรษฐกิจการค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ของจีนระบุว่า มูลค่าการค้าทวิภาคีจีน-ไทยในปี 2568 (2025) ทะลุ 1 ล้านล้านหยวน หรือราว 1.478 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.1 จากปีก่อนหน้า โดยไทยส่งออกไปจีนราว 3.972 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากจีนราว 1.0762 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จีนครองตำแหน่งคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยต่อเนื่องมาหลายปี ขณะที่ไทยเองก็เป็นหุ้นส่วนสำคัญของจีนในกลุ่มอาเซียน นักวิเคราะห์มองว่า ฐานการค้าที่ขยายตัวนี้เองที่เป็นรากฐานสำคัญให้ทั้งสองฝ่ายกระชับความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การลงทุน และเทคโนโลยีใหม่ภายใต้กรอบ ‘50 ปีทองคำ’
นักวิเคราะห์ชี้ว่า จากกิจกรรมทางการทูตเชิงสัญลักษณ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อปี 2568 มาสู่ข้อตกลงการลงทุน แถลงการณ์ร่วม และกลไกการหารือที่เป็นสถาบันซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2569 สะท้อนว่าความสัมพันธ์จีน-ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเชิงสัญลักษณ์ ไปสู่วาระเชิงเนื้อหาที่แท้จริงของยุค ‘50 ปีทองคำ’ ซึ่งมีเสาหลักอยู่ที่ AI เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจดิจิทัล และความร่วมมือด้านความมั่นคง ขณะที่จีนเดินหน้าตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 อย่างเต็มรูปแบบ ความสามารถของทั้งสองฝ่ายในการแปลงคำมั่นสัญญาระดับสูงให้กลายเป็นโครงการที่เป็นรูปธรรมและกลไกสถาบันระยะยาว จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความสำเร็จในความสัมพันธ์จีน-ไทยยุคใหม่นี้