เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้เป็นประธานในพิธีเปิดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ประจำนครเฉิงตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีน อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติเทียนฝู่ นับเป็นสำนักงานบีโอไอแห่งที่ 4 ในประเทศจีน ต่อจากสำนักงานที่กรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ และนครกว่างโจว และเป็นสำนักงานบีโอไอในต่างประเทศแห่งที่ 18 ทั่วโลก พิธีเปิดครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง (ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม ครอบคลุมนครเซี่ยงไฮ้ นครเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง) ซึ่งถือเป็นก้าวใหม่ของความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างไทยกับจีนในพื้นที่เสฉวน-ฉงชิ่งและจีนตะวันตกโดยรวม คณะผู้ติดตามระดับสูงมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมคณะด้วย
ในวันเดียวกัน นายอนุทินยังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน "ฟอรัมการลงทุนและเศรษฐกิจไทย-จีน (เสฉวน) 2026" ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 750 คน รวมถึงตัวแทนภาคเอกชนไทยกว่า 150 ราย ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งเกษตรกรรม อาหารและเครื่องดื่ม พลังงานสะอาด สุขภาพและเวลเนส เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ นิคมอุตสาหกรรม และธนาคาร นับเป็นหนึ่งในคณะนักธุรกิจไทยที่เดินทางไปต่างประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลไทยเคยจัดขึ้น สะท้อนความสนใจอย่างสูงของภาคธุรกิจไทยในการกระชับความร่วมมือกับจีน
สำนักงานบีโอไอประจำนครเฉิงตูจะทำหน้าที่หลักเป็นศูนย์ประสานงานและสนับสนุนนักลงทุนไทยและจีน โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการลงทุนกับจีนตะวันตก นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กล่าวว่า การเปิดสำนักงานอย่างเป็นทางการครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญในการขยายความร่วมมือด้านการลงทุนไทย-จีน โดยทิศทางการส่งเสริมการลงทุนในระยะต่อไปจะเน้นอุตสาหกรรมไฮเทคและอุตสาหกรรมสีเขียวเป็นหลัก เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการลงทุนที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ขณะที่นายอนุทินกล่าวในโอกาสนี้ว่า ด้วยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน ไทยหวังจะเป็นประตูการลงทุนสำคัญที่เชื่อมโยงจีนตะวันตก เอเชียใต้ และตลาดอาเซียนเข้าด้วยกัน ช่วยให้บริษัทจากเสฉวนและพื้นที่อื่นของจีนเข้าถึงตลาดผู้บริโภคอาเซียนได้สะดวกขึ้นและขยายฐานสู่ตลาดโลก
ฝ่ายไทยมองว่ามณฑลเสฉวนมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการตั้งสำนักงานแห่งใหม่ เนื่องจากเสฉวนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 6 ของจีน และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนเส้นทางการค้าเชื่อมทางบกและทางทะเลระหว่างประเทศสายใหม่ (New International Land-Sea Trade Corridor) ข้อมูลที่สถานกงสุลใหญ่ไทย ณ นครเฉิงตู เคยเผยแพร่ระบุว่า การค้าทวิภาคีระหว่างไทยกับเสฉวนเติบโตขึ้นกว่าร้อยละ 110 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และทั้งสองฝ่ายยังมีศักยภาพที่จะขยายความร่วมมือในภาคการผลิต การแปรรูปสินค้าเกษตร และการค้าดิจิทัลได้อีกมาก
ระหว่างการเยือน นายอนุทินยังได้พบหารือกับตัวแทนบริษัทเทคโนโลยีและการผลิตรายใหญ่ของจีนหลายแห่งที่ศูนย์การประชุมนานาชาติเทียนฝู่ อาทิ บริษัทเสี่ยวหมี่ (Xiaomi) บริษัทฉางอาน ออโตโมบิล (Changan Automobile) รวมถึงบริษัทด้านการสื่อสารเชิงแสงอย่าง InnoLight Technology และ Eoptolink Technology ทางการไทยระบุว่า การหารือดังกล่าวอาจนำมาซึ่งการลงทุนในไทยมูลค่าสูงสุดราว 7 หมื่นล้านบาท โดยประมาณ 5 หมื่นล้านบาทเป็นการขยายการลงทุนในโครงการที่มีอยู่เดิม และอีกกว่า 2 หมื่นล้านบาทเป็นเงินลงทุนใหม่ ทั้งนี้ ฉางอาน ออโตโมบิล ยืนยันว่าจะใช้ฐานการผลิตในจังหวัดระยองเป็นฐานการผลิตรถยนต์นั่งครบวงจรแห่งแรกในต่างประเทศ เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพวงมาลัยขวาป้อนตลาดอาเซียนและตลาดโลก พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์ธุรกิจระหว่างประเทศและศูนย์วิจัยและพัฒนาควบคู่กันไป
นอกจากพิธีเปิดสำนักงานบีโอไอเฉิงตูและการหารือกับภาคธุรกิจแล้ว ระหว่างอยู่ที่นครเฉิงตู นายอนุทินยังผลักดันความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวด้วย โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงกับพันธมิตรจีน 5 ราย ได้แก่ China Tourism Group, Utour Group, China Comfort Travel Group, Amap และบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ของไทย ครอบคลุมความร่วมมือด้านธุรกิจนำเที่ยว การท่องเที่ยวอัจฉริยะ บริการดิจิทัล การตลาดแบรนด์ และประสบการณ์ ณ จุดหมายปลายทาง ฝ่ายไทยระบุว่าการกระชับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับตลาดจีนตะวันตกครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนมากกว่า 5.13 ล้านคน และสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวอย่างน้อย 288,385 ล้านบาท ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และตลอดปี 2570
การเยือนครั้งนี้เป็นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายอนุทินนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนอกจากนครเฉิงตูแล้ว ยังครอบคลุมนครเซี่ยงไฮ้และกรุงปักกิ่งด้วย เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม นายอนุทินได้พบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่นครเซี่ยงไฮ้ พร้อมทั้งเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC) ประจำปี 2569 ต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม นายอนุทินได้หารือเต็มคณะกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ที่กรุงปักกิ่ง ระหว่างการเยือน ไทยและจีนได้ลงนามความตกลงความร่วมมือรวม 15 ฉบับ ครอบคลุมด้านการค้า เกษตรกรรม ศุลกากร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์ การบินและอวกาศ ทรัพย์สินทางปัญญา สื่อมวลชน และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมทั้งเห็นชอบจัดตั้งกลไกการหารือ "2+2" ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศ โดยจีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรกเพื่อยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ภายหลังนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ประเมินว่าการเยือนครั้งนี้เป็นความสำเร็จ "ครั้งประวัติศาสตร์" ที่ช่วยยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านไทย-จีน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์
นักวิเคราะห์ระบุว่า การเปิดสำนักงานบีโอไอที่นครเฉิงตูเป็นอีกก้าวหนึ่งของความพยายามต่อเนื่องของรัฐบาลไทยในการขยายเครือข่ายส่งเสริมการลงทุนในจีนและกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้า ซึ่งเกิดขึ้นในปีที่ไทยและจีนฉลองครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต บางความเห็นระบุว่าการเยือนครั้งนี้เป็นหมุดหมายสำคัญที่มิตรภาพไทย-จีนก้าวเข้าสู่ "50 ปีทองยุคใหม่" เจ้าหน้าที่ไทยระบุว่า ในขณะที่บริษัทจีนเร่งขยายการลงทุนไปต่างประเทศ จุดแข็งของไทยทั้งด้านพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้าที่มั่นคง แรงงานที่มีทักษะ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีและที่มิใช่ภาษีจากบีโอไอ จะยังคงทำให้ไทยเป็นจุดหมายที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนจีนที่ต้องการขยายฐานสู่อาเซียนต่อไป
หลังจากสำนักงานที่นครเฉิงตูเริ่มดำเนินงาน คาดว่าจะช่วยให้บริษัทในเสฉวนและจีนตะวันตกได้รับบริการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน การชี้แจงนโยบาย และการจับคู่โครงการเพื่อเข้าสู่ตลาดไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น นักวิเคราะห์มองว่า เมื่อบริษัทเทคโนโลยีและการผลิตของจีนหันมาสนใจตลาดอาเซียนมากขึ้น การขยายเครือข่ายสำนักงานบีโอไอในจีนอาจช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของไทยในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศในภูมิภาคต่อไป ทั้งนี้ บริษัทที่ปรึกษา PwC ประเทศไทย ระบุว่า เมื่อบริษัทจีนจำนวนมากขึ้นเริ่มพิจารณาลงทุนในไทย ก็ยังจำเป็นต้องศึกษาสิทธิประโยชน์การลงทุน ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ ประเด็นด้านภาษี ตลอดจนขั้นตอนการยื่นขอรับการส่งเสริมจากบีโอไออย่างละเอียด เพื่อให้การลงทุนดำเนินไปได้อย่างราบรื่น