ในช่วงค่ำวันที่ 16 กันยายน 2569 ชุดพิธีการของคณะนักกีฬาไทยสำหรับการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 20 ปรากฏบนจอโฆษณาดิจิทัลขนาดใหญ่ในย่านการค้าสำคัญของกรุงโตเกียวสามแห่ง ได้แก่ กินซ่า ชินจูกุ และชิบูย่า โดยแสดงสลับกับภาพชุดไทยพระราชนิยม ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติของไทย ดึงดูดผู้คนที่เดินทางกลับจากที่ทำงานและนักท่องเที่ยวให้หยุดถ่ายภาพ ย่านกินซ่า ชินจูกุ และชิบูย่าขึ้นชื่อเรื่องความหนาแน่นของผู้คนและจอโฆษณาดิจิทัลขนาดใหญ่ ถือเป็นทำเลโฆษณาชั้นนำของญี่ปุ่น การเลือกจัดแสดงภาพชุดพิธีการเอเชียนเกมส์และชุดประจำชาติไทยพร้อมกันในสามย่านนี้ ถือเป็นการเคลื่อนไหวด้านการทูตเชิงวัฒนธรรมของไทยก่อนพิธีเปิดการแข่งขันที่นครนาโกยา ตลอดจนเป็นจังหวะสำคัญในการประชาสัมพันธ์ความพยายามผลักดันชุดไทยให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกอย่างต่อเนื่อง
การแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 20 จะจัดขึ้นที่นครนาโกยา จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน ถึง 4 ตุลาคม 2569 สำหรับโอกาสนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ทูลเชิญพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์แฟชั่น SIRIVANNAVARI ทรงออกแบบชุดพิธีการสำหรับคณะนักกีฬาไทยด้วยพระองค์เอง โดยคอลเลกชันนี้สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด "ศิลปะแห่งความสามัคคี" (The Art of Unity) และคาดว่านักกีฬาและเจ้าหน้าที่ไทยกว่า 900 คนจะสวมใส่ชุดนี้ร่วมกันในพิธีเปิดที่นครนาโกยา นับตั้งแต่ทรงก่อตั้งแบรนด์ในนามพระองค์เองเมื่อปี 2548 พระองค์สิริวัณณวรีทรงนำผลงานขึ้นแสดงบนกำหนดการอย่างเป็นทางการของปารีสแฟชั่นวีคและมิลานแฟชั่นวีคหลายครั้ง ทำให้ SIRIVANNAVARI เป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ได้ขึ้นแสดงอย่างเป็นทางการในมิลานแฟชั่นวีค และทรงมุ่งมั่นผสมผสานภูมิปัญญาการทอผ้าไทยดั้งเดิมเข้ากับการออกแบบแฟชั่นชั้นสูงระดับสากลมาโดยตลอด การทรงออกแบบชุดพิธีการเอเชียนเกมส์ครั้งนี้จึงเป็นการสานต่อแนวทางการออกแบบดังกล่าว
ในด้านการออกแบบ ชุดพิธีการนี้ประกอบด้วยเสื้อผ้า 4 ชิ้น ได้แก่ เสื้อคลุมผ้าฝ้ายทรงสามกระเป๋า เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีเดียวกัน และเนคไทที่ประดับลาย "โบว์เพชร" อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI เสื้อเชิ้ตสีขาวปักลวดลายที่ผสมผสานวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน โดยภาพวัดอรุณราชวรารามและต้นโพธิ์สื่อถึงประเทศไทย ส่วนปราสาทนาโกยาและดอกซากุระสื่อถึงประเทศเจ้าภาพญี่ปุ่น สะท้อนแนวคิดหลักเรื่องความสามัคคีของคอลเลกชันนี้
การเลือกใช้วัสดุก็มีนัยสำคัญเช่นกัน โดยเนื้อผ้าหลักของชุดคือผ้าฝ้ายทอมือย้อมครามจากชุมชนต้นแบบ "ดอนกอย" จังหวัดสกลนคร ผสมผสานกับผ้าฝ้ายทอมือจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ (SUPPORT Foundation) มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ก่อตั้งโดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งทรงมุ่งสนับสนุนช่างฝีมือในชนบทไทย อนุรักษ์ภูมิปัญญาการทอผ้าดั้งเดิม และยกระดับความเป็นอยู่ของช่างฝีมือมาอย่างต่อเนื่อง การเลือกใช้วัสดุเช่นนี้เป็นการสืบสานภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นบ้านของไทย ขณะเดียวกันก็ทำให้ชุดของคณะนักกีฬามีทรงที่คล่องตัว เหมาะกับการเคลื่อนไหวของนักกีฬาบนพื้นฐานของงานฝีมือดั้งเดิมของไทยอย่างเข้มข้น
ที่น่าสนใจคือ ภาพประชาสัมพันธ์ที่ปรากฏบนจอยักษ์ในย่านกินซ่า ชินจูกุ และชิบูย่า มีพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีทรงเป็นแบบสวมใส่ชุดดังกล่าวด้วยพระองค์เอง ซึ่งการที่พระราชวงศ์ทรงร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้ช่วยเพิ่มความสนใจและกระแสพูดถึงในหมู่สาธารณชนชาวญี่ปุ่นได้มากยิ่งขึ้น
ควบคู่ไปกับภาพชุดพิธีการนักกีฬา คือการแสดงภาพ "ชุดไทยพระราชนิยม" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของระบบเครื่องแต่งกายประจำชาติไทยยุคใหม่ ต้นกำเนิดของชุดไทยพระราชนิยมย้อนไปถึงช่วงทศวรรษ 2500 เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงริเริ่มกำหนดชุดไทยสำหรับสตรี 8 รูปแบบให้เหมาะสมกับโอกาสต่าง ๆ ตั้งแต่งานพระราชพิธี งานสังคมที่เป็นทางการ ไปจนถึงพิธีกรรมทางศาสนา วางรากฐานให้กับชุดประจำชาติไทยที่รู้จักกันในปัจจุบัน เครื่องแต่งกายชุดนี้มีชื่อเสียงในเรื่องความประณีตของการทอ ปัก และตัดเย็บด้วยมือ ผสานลวดลายผ้าไหมและผ้าฝ้ายดั้งเดิมจากภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย ผสมผสานภูมิปัญญาการทอผ้าไทยดั้งเดิมเข้ากับสุนทรียะแบบราชสำนัก และเป็นสัญลักษณ์สำคัญของอัตลักษณ์และมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทยมาอย่างยาวนาน ตลอดจนยังคงเป็นเครื่องแต่งกายคลาสสิกที่สตรีไทยเลือกสวมใส่ในโอกาสสำคัญเพื่อแสดงอัตลักษณ์ความเป็นไทย
กระทรวงวัฒนธรรมของไทยเริ่มกระบวนการเสนอชื่อ "ชุดไทยพระราชนิยม" เพื่อขึ้นทะเบียนในบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติของยูเนสโกอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2566 และเอกสารการเสนอชื่อได้ถูกส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาแล้ว โดยคาดว่าจะมีการตัดสินขั้นสุดท้ายในเดือนธันวาคม 2569 ตลอดช่วงเวลาตั้งแต่การยื่นเสนอชื่อจนถึงการพิจารณาขั้นสุดท้าย หน่วยงานด้านวัฒนธรรมของไทยได้ใช้การจัดนิทรรศการ แฟชั่นโชว์ และกิจกรรมประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำเสนอองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และแนวปฏิบัติเบื้องหลังชุดไทยให้ประชาคมโลกได้รู้จัก การเลือกจัดแสดงทั้งชุดพิธีการนักกีฬาเอเชียนเกมส์และชุดประจำชาติไทยบนจอกลางแจ้งใจกลางกรุงโตเกียวก่อนพิธีเปิดที่นาโกยาเพียงไม่กี่วัน จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่รัฐบาลไทยตั้งใจใช้ความสนใจระดับนานาชาติจากมหกรรมกีฬาครั้งใหญ่ เพื่อสร้างการรับรู้และแรงสนับสนุนในวงกว้างให้แก่การเสนอชื่อมรดกทางวัฒนธรรมนี้
กระทรวงวัฒนธรรมของไทยยังมีกำหนดจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในหัวข้อ "ชุดไทย: องค์ความรู้ ภูมิปัญญา และแนวปฏิบัติของชุดประจำชาติไทย" ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว ระหว่างวันที่ 17-18 กันยายนนี้ เพื่อนำเสนอมิติทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้งของชุดไทยเพิ่มเติม โดยการจัดแสดงชุดพิธีการเอเชียนเกมส์บนบิลบอร์ดย่านกินซ่า ชินจูกุ และชิบูย่าครั้งนี้ ในฐานะจุดเริ่มต้นของกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมชุดใหญ่ ได้กลายเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการผสานการทูตด้านกีฬาเข้ากับการส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรม สำหรับประเทศไทยแล้ว เอเชียนเกมส์ที่นาโกยาจึงไม่ได้เป็นเพียงมหกรรมกีฬาเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอพลังอำนาจอ่อนทางวัฒนธรรมของชาติต่อประชาคมโลกอย่างเข้มข้น ผ่านชุดนักกีฬา จอยักษ์กลางเมือง และกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่จะตามมา ทำให้โลกได้เห็นว่าไทยยังคงบอกเล่าเรื่องราวทางประเพณีและอัตลักษณ์ของตนอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือไปจากสนามแข่งขัน
สำหรับสาธารณชนชาวญี่ปุ่นแล้ว ภาพประชาสัมพันธ์ชุดนี้ที่ผสมผสานองค์ประกอบไทยและญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน ยังสะท้อนความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมอันแนบแน่นระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนาน นักวิเคราะห์มองว่าการที่ไทยผสานงานออกแบบแฟชั่นระดับสูง องค์ประกอบของราชวงศ์ และชุดพิธีการของคณะนักกีฬาชาติเข้าด้วยกัน พร้อมใช้พื้นที่สื่อโฆษณากลางเมืองของประเทศเจ้าภาพในการประชาสัมพันธ์ แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การทูตสาธารณะเชิงวัฒนธรรมที่มีความเป็นผู้ใหญ่ของไทย และยังอาจเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่น ๆ นำไปปรับใช้ในการส่งเสริมวัฒนธรรมของตนก่อนและหลังมหกรรมกีฬานานาชาติ