เมื่อวันพุธที่ 16 กันยายน ตำรวจไทยได้เข้าตรวจค้นโรงงานและสำนักงานของกิจการยางรถยนต์แห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลอ้อมน้อย จังหวัดสมุทรสาคร และจับกุมชายวัย 37 ปี พร้อมด้วยบุตรชายวัย 19 ปี หญิงไทยหนึ่งคน และคนขับรถชาวไทยอีกหนึ่งคน รวม 4 คน ตำรวจระบุว่าชายคนดังกล่าวแท้จริงแล้วเป็นชาวจีนที่ทางการจีนออกหมายจับในคดีทุจริต โดยตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาถือหนังสือเดินทางเมียนมาใช้ชื่อ “เมียว” (Myo) พำนักและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย พร้อมทั้งจัดให้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) เพื่อดำเนินธุรกิจยางรถยนต์มูลค่ากว่า 600 ล้านบาทอยู่เบื้องหลัง โดยต้องสงสัยว่าฟอกเงินมาเป็นเวลานานและฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวของไทย คดีนี้ถือเป็นปฏิบัติการล่าสุดในชุดปฏิบัติการปราบปรามชาวต่างชาติที่อาศัยนอมินีไทยเพื่อหลบเลี่ยงข้อจำกัดการลงทุนต่างชาติ
จากรายงานของสื่อไทยที่อ้างแหล่งข่าวตำรวจ ปฏิบัติการครั้งนี้นำโดย พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยเป้าหมายคือโรงงานและสำนักงานของบริษัทยางรถยนต์ที่เกี่ยวข้อง นอกจากชายชาวจีนดังกล่าวแล้ว เจ้าหน้าที่ยังควบคุมตัวบุตรชายวัย 19 ปีชื่อ ธนดล (Thanadon) หญิงไทยชื่อ นภา จาชิ (Napha Jachi) ซึ่งถูกระบุว่าเป็น “มารดาไทย” ของบุตรชาย และพนักงานขับรถชาวไทยของบริษัทที่ถูกกล่าวหาว่าทำหน้าที่เป็นผู้ถือหุ้นแทน ตำรวจระบุว่าปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานอย่างลับมาระยะหนึ่ง โดยในวันปฏิบัติการได้ระดมกำลังหลายชุดเข้าตรวจค้นโรงงาน สำนักงาน และที่พักของผู้เกี่ยวข้องพร้อมกัน และยึดสมุดบัญชี เอกสารจดทะเบียนบริษัท ตลอดจนหลักฐานธุรกรรมทางการเงินไว้เป็นของกลาง ทั้งสี่คนถูกควบคุมตัวเพื่อสอบปากคำ และคดีอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลต่อไป
จากการสืบสวนพบว่า ชายที่ใช้ชื่อ “เมียว” เดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่ปี 2556 ด้วยหนังสือเดินทางเมียนมา และใช้ชีวิตในไทยโดยอ้างสัญชาติเมียนมามาโดยตลอดโดยไม่ถูกเจ้าหน้าที่ตั้งข้อสงสัย ต่อมาตำรวจไทยตรวจสอบร่วมกับฝ่ายจีนจนยืนยันว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นชาวจีน ซึ่งเคยพัวพันคดีทุจริตที่เกี่ยวข้องกับโครงการของหน่วยงานรัฐท้องถิ่นในจีน และปัจจุบันถูกตำรวจมณฑลซานตงของจีนออกหมายจับ ตำรวจไทยระบุว่า ระหว่างหลบหนีอยู่ในประเทศไทย เขาได้โอนเงินเข้ามาและฟอกเงินอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี โดยอาศัยการซื้อที่ดิน ขยายกิจการผลิตและค้ายางรถยนต์ เพื่อแปลงเงินที่มีที่มาน่าสงสัยให้กลายเป็นทรัพย์สินทางธุรกิจที่ดูเหมือนถูกต้องตามกฎหมาย
เจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่า ชายคนดังกล่าวใช้คนไทยหลายรายเป็น “ผู้ถือหุ้นแทน” (นอมินี) จัดตั้งบริษัทขึ้น 3 แห่งในจังหวัดสมุทรสาคร มีทุนจดทะเบียนรวมประมาณ 191 ล้านบาท แต่อำนาจบริหารและผลกำไรที่แท้จริงยังคงอยู่ในมือของเขาเอง บริษัทเหล่านี้ถือครองที่ดินรวม 7 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 28 ไร่ เมื่อรวมกับโรงงานผลิตยางรถยนต์ เครื่องจักร และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องแล้ว มีมูลค่ารวมกว่า 600 ล้านบาท ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวของไทย ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับที่ดินและกิจการผลิตหรือบริการบางประเภทต้องมีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยถืออย่างน้อยร้อยละ 51 และห้ามคนต่างด้าวเข้ามาควบคุมการตัดสินใจบริหารที่แท้จริง ตำรวจเห็นว่าโครงสร้างการถือหุ้นในคดีนี้เป็นเพียงการอาศัยชื่อคนไทยจดทะเบียนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดสัดส่วนการถือหุ้นดังกล่าว ซึ่งถือเป็นรูปแบบการกระทำผิดแบบ “นอมินีบังหน้า” โดยทั่วไป
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ตำรวจกล่าวหาว่าบุตรชายวัย 19 ปีของชายคนดังกล่าว คือ ธนดล ได้ใช้สูติบัตรของเด็กที่เสียชีวิตไปแล้วเพื่อขอทำบัตรประชาชนไทยโดยมิชอบ และอาศัยสถานะ “คนไทย” นี้ในการถือครองและรับโอนหุ้นบางส่วนของธุรกิจยางรถยนต์ ตำรวจระบุว่าชายคนดังกล่าวจัดการให้บุตรชายได้สัญชาติไทยด้วยวิธีนี้มาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ เพื่อให้ทรัพย์สินที่ควรอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของการลงทุนต่างชาติ สามารถโอนถ่ายหรือตกทอดในนาม “คนไทย” ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายในทางทะเบียนต่อไปในอนาคต เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแลและปกปิดที่มาที่แท้จริงของทรัพย์สินและตัวผู้ควบคุมกิจการ คดีนี้จึงไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงการฟอกเงินและการทำธุรกิจแทนคนต่างด้าวเท่านั้น แต่ยังพัวพันกับการปลอมแปลงเอกสารประจำตัวและการทะเบียนราษฎรอันเป็นเท็จ ทำให้คดีนี้มีความซับซ้อนกว่าคดีนอมินีทั่วไป
ปัจจุบัน ทั้งชายชาวจีนและบุตรชายถูกตำรวจไทยดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทะเบียนราษฎร ครอบคลุมทั้งการประกอบธุรกิจต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย การถือครองหรือใช้เอกสารประจำตัวคนไทยโดยไม่ชอบ และการปลอมแปลงทะเบียนราษฎร ส่วนผู้ถือหุ้นแทนชาวไทยทั้งสองราย คือ นภาซึ่งถูกระบุเป็น “มารดาไทย” และคนขับรถที่ทำหน้าที่นอมินี ก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบในข้อหาช่วยเหลือคนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายและให้ข้อมูลสถานะผู้ถือหุ้นอันเป็นเท็จ หากมีความผิดจริง ทั้งนอมินีและผู้ควบคุมกิจการตัวจริงที่เป็นชาวต่างชาติอาจต้องรับโทษทั้งปรับและจำคุก ขณะที่บริษัท ที่ดิน และโรงงานที่เกี่ยวข้องกับคดีก็มีความเสี่ยงจะถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยอายัดหรือริบเป็นของแผ่นดินต่อไป
สื่อไทยยังเปิดเผยด้วยว่า นี่ไม่ใช่คดีอาญาคดีแรกที่ชายคนนี้พัวพัน ก่อนหน้านี้เขาเคยถูกกล่าวหาว่าในเดือนกรกฎาคม 2564 ได้ทำร้ายร่างกายพนักงานหญิงชาวจีนรายหนึ่ง ทั้งทำร้ายร่างกาย ทำลายทรัพย์สิน และบังคับให้เธอลงนามในสัญญารับสภาพหนี้มูลค่าสูงถึง 15 ล้านบาท พร้อมทั้งทรมานด้วยวิธีการต่าง ๆ รวมถึงการจำลองการจมน้ำและการทำให้ถูกไฟลวก หลังการพิจารณาคดี ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาจำคุกเขา 2 ปี 10 เดือนในคดีดังกล่าว และขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด นักวิเคราะห์มองว่า เมื่อพิจารณาคดีความรุนแรงในอดีตควบคู่กับคดีฟอกเงินและนอมินีที่เพิ่งถูกเปิดโปงในครั้งนี้ ยิ่งสะท้อนรูปแบบพฤติกรรมของชายคนนี้ที่ดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมายในไทยมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมอาศัยการปลอมตัวด้านสัญชาติเพื่อหลบเลี่ยงการถูกดำเนินคดี
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตำรวจไทยเดินหน้าปราบปรามกรณีชาวต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อหลบเลี่ยงข้อจำกัดการลงทุนของคนต่างด้าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปฏิบัติการเฉพาะกิจที่มุ่งเป้าไปยังบริษัทและอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องสงสัยว่าใช้นอมินีเกี่ยวโยงกับชาวจีน ก่อนหน้านี้ตำรวจไทยและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เคยตรวจค้นคดีลักษณะเดียวกันในหลายพื้นที่ ทั้งกรณีนอมินีในเชียงใหม่ที่เกี่ยวข้องกับบ้านพักตากอากาศและที่ดินมูลค่ากว่า 633 ล้านบาท เครือข่ายนอมินีอีกคดีที่มีการจับกุมชาวจีน 21 คนและชาวไทย 51 คนในคราวเดียว รวมถึงเครือข่ายนอมินีอสังหาริมทรัพย์ของชาวจีนในพัทยาและกรุงเทพมหานครที่เกี่ยวข้องกับบ้านหรูหลายสิบหลัง มูลค่ารวมตั้งแต่หลักสิบล้านถึงกว่าร้อยล้านบาท นักวิเคราะห์มองว่าคดีลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้หลบหนีคดีและกลุ่มทุนบางส่วนจากจีนพยายามอาศัยสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ที่ค่อนข้างเปิดกว้างของไทยเพื่อซุกซ่อนทรัพย์สินและหลบเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมในประเทศตนเอง และยังบ่งชี้ว่าปัญหานอมินีต่างชาติในไทยมีขนาดไม่น้อยเลย
คดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจข้ามชาติลักษณะนี้ยังเป็นแรงผลักดันให้ทางการไทยและจีนต้องร่วมมือกันมากขึ้นทั้งในด้านการส่งผู้ร้ายข้ามแดนและการบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายเคยร่วมมือกันคลี่คลายคดีเครือข่ายฟอกเงินของผู้หลบหนีชาวจีนในไทย รวมถึงคดีขุดเหมืองคริปโทเคอร์เรนซีผิดกฎหมายและการฟอกเงินจากขบวนการหลอกลวงทางโทรคมนาคมมาแล้วหลายครั้ง สำหรับคดีนี้ ตำรวจไทยยังไม่ได้เปิดเผยขั้นตอนทางกฎหมายในลำดับถัดไปต่อชายชาวจีนและบุตรชายอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือแนวทางจัดการกับบริษัทและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยังต้องรอการเปิดเผยเพิ่มเติมจากตำรวจและอัยการต่อไป จนถึงขณะนี้ คดีโรงงานยางรถยนต์ในสมุทรสาครยังอยู่ระหว่างการสืบสวน โดยตำรวจไทยระบุว่าจะเดินหน้าตรวจสอบเส้นทางการเงินต่อไป เพื่อยืนยันว่ามีบริษัทนอมินีหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ที่ยังไม่ถูกตรวจพบอีกหรือไม่