ตามแถลงการณ์ของสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงเทพฯ ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 กันยายน นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย เมื่อไม่นานนี้ และทั้งสองฝ่ายได้หารือกันอย่างลึกซึ้งเรื่องการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ สถานเอกอัครราชทูตจีนระบุในแถลงการณ์ว่า ฝ่ายจีนชื่นชมความพยายามของรัฐบาลไทยในการยกระดับเศรษฐกิจภายในประเทศในช่วงที่ผ่านมา และยืนยันว่าจีนจะยังคงสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยต่อไป พร้อมทั้งยินดีร่วมมือกับฝ่ายไทยเพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะระบุว่า นายจาง เจี้ยนเว่ย เข้ารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 (2025) หลังจากรับราชการในสายงานการทูตของจีนมาเป็นเวลานาน ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบัน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย โดยพรรคภูมิใจไทยที่เขาเป็นหัวหน้าพรรคได้จัดตั้งรัฐบาลผสมหลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกันยายน 2568 ก่อนหน้านี้นายอนุทินดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาเป็นเวลานาน และถือเป็นหนึ่งในนักการเมืองไทยที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฝ่ายจีนค่อนข้างมาก ตลอดปีนี้ทั้งสองฝ่ายมีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิดในหลายโอกาสและหลายระดับ การเข้าพบครั้งนี้ถือเป็นการต่อเนื่องจากบรรยากาศที่ดีของการแลกเปลี่ยนระดับสูงระหว่างสองประเทศในช่วงที่ผ่านมา
ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นายอนุทินได้เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไปเยือนนครเซี่ยงไฮ้ เมืองเฉิงตู และกรุงปักกิ่ง และได้พบหารือกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และผู้นำจีนคนอื่น ๆ ระหว่างการเยือน ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในเอกสารความร่วมมือรวม 15 ฉบับ ครอบคลุมด้านการค้า เทคโนโลยี และเกษตรกรรม ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ของไทยยังได้เปิดสำนักงานใหม่ที่เมืองเฉิงตู เพื่อดึงดูดการลงทุนจากบริษัทจีนเข้าสู่ประเทศไทยเพิ่มขึ้น แถลงการณ์ร่วมที่ออกภายหลังการเยือนระบุถึงการสร้าง “ประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตรุ่งเรืองร่วมกัน” นายอนุทินกล่าวในหลายโอกาสว่า ไทยต้องการดึงดูดบริษัทจีนที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีสูงให้เข้ามาลงทุนมากขึ้น เพื่อช่วยยกระดับอุตสาหกรรมของไทย ในขณะเดียวกันก็หวังว่าบริษัทไทยจะสามารถเข้าสู่ตลาดจีนได้มากขึ้นเพื่อประโยชน์ร่วมกัน มากกว่าที่ไทยจะเป็นเพียงตลาดหรือฐานการผลิตให้กับสินค้าจีนเท่านั้น
ในเดือนกรกฎาคมเช่นกัน งาน “มหกรรมความร่วมมือไทย-จีน 2026” (Thailand-China Cooperation Expo 2026) จัดขึ้นที่ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “ลงทุนเพื่ออนาคต เติบโตไปด้วยกัน” โดยนายอนุทินเป็นประธานในพิธีเปิดงานด้วยตนเอง เอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย ได้เสนอแนวคิดสามประการเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าจีน-ไทยในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานนี้ โดยเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายบูรณาการสายการผลิตและซัพพลายเชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เร่งผลักดันโครงการเชื่อมโยงคมนาคมสำคัญ เช่น รถไฟไทย-จีน และโครงข่ายรถไฟจีน-ลาว-ไทย พร้อมทั้งขยายความร่วมมือไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ การบินและอวกาศ และพลังงานสะอาด และเชิญชวนให้ภาคธุรกิจไทยเข้ามามีส่วนร่วมกับโอกาสทางตลาดที่เกิดจากการพัฒนาคุณภาพสูงของจีน
ด้านตัวเลขการค้า ข้อมูลจากศุลกากรจีนระบุว่า มูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างจีนกับไทยในปี 2025 อยู่ที่ 1.5326 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.4% เมื่อเทียบปีต่อปี โดยจีนส่งออกไปไทยมูลค่า 1.035 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 20.3%) และนำเข้าจากไทยมูลค่า 4.976 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 3.9%) การส่งออกสินค้าเกษตร เช่น ผลไม้และยางธรรมชาติของไทยไปจีน มีมูลค่าเกิน 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะการส่งออกผลไม้ไทยไปจีนในช่วงครึ่งปีแรกของ 2026 เพียงปีเดียว มีมูลค่าถึง 4.024 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.3% เมื่อเทียบปีต่อปี ความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตรระหว่างสองประเทศยังคงเติบโตต่อเนื่อง กลายเป็นหนึ่งในจุดเด่นของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคี
ในระดับภายในประเทศ รัฐบาลอนุทินได้ให้ความสำคัญกับการทูตเชิงเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในนโยบายหลักในช่วงที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 4 กันยายน นายอนุทินได้พบกับเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ และตัวแทนองค์การระหว่างประเทศจาก 76 ประเทศที่ทำเนียบรัฐบาล โดยจัดแบ่งการหารือออกเป็น 9 กลุ่มตามภูมิภาค เพื่อพยายามเปลี่ยนความสัมพันธ์ทวิภาคีให้กลายเป็นผลลัพธ์ด้านการค้าและการลงทุนที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2026 จากเดิม 1.5% เป็น 2.3% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ยังดำเนินต่อเนื่อง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคที่คลี่คลายลง นักวิเคราะห์มองว่า การที่ฝ่ายจีนแสดงความชื่นชมต่อความพยายามยกระดับเศรษฐกิจในประเทศของรัฐบาลไทยในการเข้าพบครั้งนี้ ควรเข้าใจในบริบทดังกล่าว
ด้านความเชื่อมโยงและการลงทุน โครงการรถไฟไทย-จีนระยะที่สองกำลังเข้าสู่ช่วงการก่อสร้างเต็มรูปแบบในปี 2026 โดยมีรายงานว่าโครงการถนนและศูนย์กระจายสินค้าที่เกี่ยวข้องมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ บริษัทจีนยังคงขยายการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (New Energy Vehicle) กลายเป็นหนึ่งในสาขาความร่วมมือสำคัญระหว่างสองประเทศ นักวิเคราะห์มองว่าความคืบหน้าของโครงการที่เป็นรูปธรรมเหล่านี้ คือพื้นฐานความเป็นจริงที่ทำให้กล่าวได้ว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจจีน-ไทย “มีผลลัพธ์ที่โดดเด่น” และยังเป็นบริบทสำคัญของประเด็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ทั้งสองฝ่ายหารือกันในการเข้าพบนายกรัฐมนตรีครั้งนี้
นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างจีนกับไทยด้านการเงินและการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมยังคงลึกซึ้งขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในเดือนพฤษภาคมปีนี้ เอกอัครราชทูตจาง เจี้ยนเว่ย ได้เข้าพบนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องการกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงิน โดยนายจางระบุว่าความร่วมมือด้านการลงทุนเป็นส่วนสำคัญของความสัมพันธ์ฉันมิตรจีน-ไทย แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีความสอดคล้องกัน และยังมีช่องว่างสำหรับความร่วมมือทางการค้าอีกมาก ในเดือนเดียวกันนั้น นายจู หัวหรง ประธานบริษัทฉางอานออโตโมบิล ก็ได้พบกับนายอนุทินเช่นกัน เพื่อยืนยันคำมั่นสัญญาการลงทุนระยะยาวภายใต้แนวคิด “อยู่ในไทย เพื่อไทย” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจีนที่ปักหลักลงทุนในตลาดไทยอย่างต่อเนื่อง
ที่น่าสังเกตคือ นี่ไม่ใช่การพบกันครั้งแรกในปีนี้ระหว่างนายจาง เจี้ยนเว่ย กับนายอนุทิน เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับอุบัติเหตุเครนยกสะพานถล่มที่บริเวณก่อสร้างโครงการรถไฟไทย-จีน และในเดือนเดียวกันนั้น นายจางยังได้เป็นตัวแทนรัฐบาลจีนมอบสิ่งของช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมูลค่า 20 ล้านหยวน ให้แก่ประชาชนไทยที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา การติดต่อในระดับสูงระหว่างสองประเทศยังคงมีความถี่ค่อนข้างมากตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนที่เป็นรูปธรรมของความสัมพันธ์จีน-ไทยที่อบอุ่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จนถึงขณะนี้ แถลงการณ์ที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเผยแพร่ ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมหรือตัวเลขเป้าหมายที่ทั้งสองฝ่ายหารือกันในการเข้าพบครั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า เมื่อการก่อสร้างรถไฟไทย-จีนมีความคืบหน้า โครงการต่อเนื่องจากมหกรรมความร่วมมือไทย-จีนเริ่มดำเนินการ และความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศยังคงลึกซึ้งยิ่งขึ้น การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายในด้านเศรษฐกิจน่าจะยังคงคึกคักต่อไป ส่วนผลลัพธ์ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมยังต้องรอการเปิดเผยเพิ่มเติมจากทั้งสองรัฐบาลในลำดับต่อไป