สำนักงานสถิติกลางแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (Destatis) ระบุข้อมูลล่าสุดว่า จีนยังคงรักษาสถานะคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเยอรมนีต่อเนื่องจนถึงครึ่งแรกของปี 2026 โดยนำหน้าสหรัฐฯ ราว 3,000 ล้านยูโร ซึ่งเป็นแนวโน้มต่อเนื่องจากทั้งปี 2025 ข้อมูลของ Destatis ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 ยืนยันว่าจีนทวงตำแหน่ง “คู่ค้ารายใหญ่ที่สุดเพียงหนึ่งเดียวของเยอรมนี” คืนมาตลอดทั้งปี 2025 ยุติช่วงสั้นๆ ในปี 2024 ที่สหรัฐฯ เคยขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ที่สำคัญคือ การสลับตำแหน่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นใน “ไตรมาสที่ 4 ของปี 2026” ตามที่มีการกล่าวอ้างในบางแหล่งข่าว แต่เกิดขึ้นและเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วตั้งแต่ปี 2025 และดำรงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนข้อมูลการค้าฉบับสมบูรณ์ของไตรมาสที่ 4 ปี 2026 ยังไม่มีการเผยแพร่ เนื่องจากไตรมาสดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด ข้อมูลที่เกี่ยวข้องจึงควรอ้างอิงตามรอบสถิติล่าสุดที่เผยแพร่จริง
เมื่อพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์ จีนเคยครองตำแหน่งคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเยอรมนีต่อเนื่องถึง 8 ปี ก่อนที่สหรัฐฯ จะแซงขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งชั่วคราวในปี 2024 ตามข้อมูลของ Destatis มูลค่าการค้าสินค้าสองทางระหว่างจีนและเยอรมนีในปี 2025 อยู่ที่ 2.518 แสนล้านยูโร เพิ่มขึ้น 2.1% จากปีก่อน ขณะที่การค้าระหว่างเยอรมนีกับสหรัฐฯ ในช่วงเดียวกันลดลง 5.0% เหลือ 2.405 แสนล้านยูโร ส่งผลให้จีนทวงตำแหน่งอันดับหนึ่งกลับคืนมา ด้านตัวเลขอีกชุดหนึ่งที่สื่อทางการจีนอ้างอิง ระบุมูลค่าการค้าทวิภาคีปี 2025 ไว้ที่ประมาณ 2.53 แสนล้านยูโร (ราว 2.99 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 2.7% จาก 2.463 แสนล้านยูโรในปี 2024 ความแตกต่างเล็กน้อยระหว่างตัวเลขทั้งสองชุดน่าจะมาจากวิธีการเก็บสถิติที่ต่างกันและการปรับปรุงข้อมูลในภายหลัง เมื่อเข้าสู่ปี 2026 ความได้เปรียบของจีนแคบลงอย่างชัดเจน โดยไตรมาสแรกการค้ากับจีนอยู่ที่ 6.15 หมื่นล้านยูโร เหนือกว่าสหรัฐฯ ที่ 6 หมื่นล้านยูโรเพียงเล็กน้อย เนื่องจากการส่งออกของเยอรมนีไปจีนลดลงอย่างมาก จนนักวิเคราะห์จากหน่วยงานการค้าและการลงทุนเยอรมนี (GTAI) คาดการณ์ว่าสหรัฐฯ อาจกลับมาเป็นอันดับหนึ่งได้อีกครั้งเมื่อครบปี
แต่ตามแถลงข่าวของ Destatis เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม จีนกลับมาขยายความได้เปรียบอีกครั้งในครึ่งแรกของปี 2026 โดยมูลค่าการค้ารวมทวิภาคีอยู่ที่ 1.255 แสนล้านยูโร นำหน้าสหรัฐฯ ที่มีมูลค่าราว 1.225 แสนล้านยูโรในช่วงเดียวกันอยู่ประมาณ 3,000 ล้านยูโร การนำเข้าของเยอรมนีจากจีนพุ่งขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงนี้ โดยในห้าเดือนแรกเพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบปีก่อน และมูลค่านำเข้าตลอดครึ่งปีอยู่ที่ประมาณ 8.91 หมื่นล้านยูโร (ตัวเลขประมาณการเบื้องต้นของ GTAI ระบุสูงถึงประมาณ 9.2 หมื่นล้านยูโร เพิ่มขึ้นราว 9% ซึ่งความแตกต่างนี้ก็มาจากจังหวะเวลาการเก็บข้อมูลและการปรับปรุงตัวเลขเช่นกัน) ในขณะที่การส่งออกของเยอรมนีไปจีนลดลงประมาณ 12% เหลือราว 3.7 หมื่นล้านยูโร ทำให้จีนตกไปอยู่อันดับที่ 9 ในฐานะตลาดส่งออกของเยอรมนี ส่วนต่างทางการค้าที่ขยายตัวนี้ทำให้การขาดดุลการค้าของเยอรมนีกับจีนเพิ่มจากประมาณ 3.35 หมื่นล้านยูโรในปีก่อน เป็น 4.28 หมื่นล้านยูโร ซึ่งสะท้อนว่าโครงสร้างการค้าระหว่างจีน-เยอรมนีกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง
รายงานกลางปีของสมาพันธ์อุตสาหกรรมเครื่องจักรเยอรมนี (VDMA) ระบุว่า การส่งออกเครื่องจักรของเยอรมนีไปจีนในครึ่งแรกของปี 2026 ลดลง 13.8% เมื่อเทียบปีก่อน ทำให้จีนมีส่วนแบ่งในยอดส่งออกเครื่องจักรรวมของเยอรมนีเหลือเพียง 7.1% ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบรุนแรงยิ่งกว่า โดยข้อมูลของสถาบันเศรษฐกิจเยอรมนี (IW) ระบุว่า ในช่วงสามปีที่ผ่านมา การส่งออกของอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมนีไปจีนลดลงสะสมกว่า 54% และสัดส่วนของสินค้ายานยนต์ในยอดส่งออกไปจีนทั้งหมดก็ลดลงจากประมาณ 28% เหลือ 16.8% โดยกว่า 3 ใน 4 ของการลดลงของยอดส่งออกเยอรมนีไปจีนโดยรวม มาจากการหดตัวของภาคยานยนต์โดยตรง สมาคมการค้าต่างประเทศเยอรมนี (BGA) ชี้ว่าแนวโน้มนี้ส่วนใหญ่มาจากนโยบายอุตสาหกรรมของจีนที่สนับสนุนผู้ผลิตในประเทศ จนเบียดพื้นที่ตลาดของสินค้าเยอรมนี โดยเฉพาะในภาคยานยนต์ วิศวกรรมเครื่องจักร และเคมีภัณฑ์ ซึ่งคู่แข่งจีนในประเทศกำลังเร่งเข้ามาครองตลาด ในขณะเดียวกัน บริษัทเยอรมนีก็เลือกตั้งโรงงานผลิตในจีนมากขึ้นแทนการส่งออกจากเยอรมนี ขณะที่วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนและปัญหาการคลังของรัฐบาลท้องถิ่นก็เป็นปัจจัยกดดันการลงทุนเพิ่มเติม กลยุทธ์ “การผลิตในพื้นที่” นี้ช่วยพยุงยอดขายโดยรวมของบริษัทเยอรมนีในจีนได้ แต่กลับลดมูลค่าการส่งออกจากเยอรมนีลงโดยตรง นอกจากนี้ ค่าเงินยูโรที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับคู่ค้า ต้นทุนพลังงานที่สูง และกระบวนการอนุมัติทางราชการที่ยุ่งยาก ก็ถูกมองว่าเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของเยอรมนีเช่นกัน
สถาบันวิจัยหลายแห่งเรียกปรากฏการณ์การนำเข้าจากจีนที่พุ่งสูงขึ้นในเยอรมนีนี้ว่า “China Shock 2.0” เพื่อสื่อถึงงานวิจัยเชิงวิชาการก่อนหน้านี้ที่ศึกษาผลกระทบจากการเติบโตของภาคการผลิตจีนต่อตลาดประเทศพัฒนาแล้ว นักวิเคราะห์ระบุว่าการส่งออกของจีนไปเยอรมนีเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าระหว่างปี 2024 ถึง 2025 โดยนักเศรษฐศาสตร์บางรายชี้ว่าค่าเงินหยวนที่อ่อนค่ากว่าความเป็นจริงทำให้สินค้าจีนมีความได้เปรียบด้านราคาอย่างชัดเจน งานศึกษาของสถาบันวิจัยตลาดแรงงานเยอรมนี (IAB) ยังพบว่า มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่บังคับใช้กับหลายประเทศรวมถึงจีนตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา ทำให้สินค้าจีนบางส่วนที่เดิมมุ่งส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ เปลี่ยนทิศทางไปยังยุโรปแทน โดยเฉพาะในกลุ่มอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค และสินค้ากลุ่มอื่นที่อ่อนไหวต่อราคา ซึ่งส่วนแบ่งตลาดของสินค้าจีนในเยอรมนีเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และเป็นปัจจัยหนุนให้การนำเข้าจากจีนของเยอรมนีพุ่งสูงขึ้นไปอีก
การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการค้านี้สร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมการผลิตของเยอรมนีจากสองทาง ด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมหลักที่พึ่งพาการส่งออกอย่างยานยนต์ต้องเผชิญกับกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่ขัดขวางการส่งออกในตลาดต่างประเทศ อีกด้านหนึ่ง ในตลาดภายในประเทศ บริษัทเยอรมนีก็ต้องแข่งขันอย่างหนักกับสินค้าจีนที่ราคาถูกและมีศักยภาพในการแข่งขันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนทำให้บริษัทอย่างโฟล์คสวาเกนประกาศปลดพนักงานและปรับลดกำลังการผลิตตามมา ซึ่งสะท้อนสถานการณ์ที่ยากลำบากของอุตสาหกรรมการผลิตแบบดั้งเดิมภายใต้แรงกดดันทั้งจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการปรับโครงสร้างการแข่งขันโลกไปพร้อมกัน ในขณะเดียวกัน ภายใต้บริบทที่สหภาพยุโรปได้เริ่มเก็บภาษีตอบโต้การอุดหนุน (countervailing duty) กับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนบางรุ่นไปแล้ว นักวิเคราะห์ชี้ว่าเยอรมนีจำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่างการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเพื่อรับส่วนแบ่งจากการเติบโตของตลาดจีน กับการปกป้องความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมภายในประเทศและรักษาการจ้างงานในภาคการผลิต ความย้อนแย้งนี้ยังทำให้การถกเถียงภายในสหภาพยุโรปเรื่องการขยายการเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า เหล็กกล้า และสินค้าอื่นๆ จากจีนทวีความเข้มข้นและซับซ้อนมากขึ้น
โดยรวมแล้ว การที่จีนยังคงครองตำแหน่งคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเยอรมนีสะท้อนทั้งความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นของสินค้าส่งออกภาคการผลิตจีน และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจีน-สหภาพยุโรปที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ตอกย้ำความจริงที่ว่านโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ กำลังเร่งให้เกิดการปรับโครงสร้างการค้าโลกครั้งใหญ่ โดยการเปลี่ยนทิศทางของกระแสการค้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจีนกับเยอรมนีเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงประเทศเศรษฐกิจอื่นๆ ในยุโรปและตลาดอื่นทั่วโลกด้วย ปัจจุบันทางการเยอรมนียังไม่ได้เผยแพร่ข้อมูลการค้าฉบับสมบูรณ์ของไตรมาสที่ 3 และ 4 ปี 2026 ทำให้ยังต้องรอดูว่าภาพรวมการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ-เยอรมนีจะเปลี่ยนแปลงอีกหรือไม่ก่อนสิ้นปีนี้ ซึ่งคงต้องรอการเผยแพร่ข้อมูลสถิติในระยะต่อไปเพื่อยืนยันอีกครั้ง