สำนักงานศุลกากรทั่วไปของจีน (General Administration of Customs) เปิดเผยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมว่า มูลค่าการค้าสินค้ารวม (นำเข้า+ส่งออก) ของจีนในช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2026 อยู่ที่ 30.13 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 4.46 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 17.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 17.44 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 14% ขณะที่มูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 12.69 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้นถึง 22% ซึ่งอัตราการเติบโตของการนำเข้าสูงกว่าการส่งออกอย่างชัดเจน และถือเป็นครั้งแรกในปีนี้ที่การนำเข้าเติบโตเร็วกว่าการส่งออกอย่างต่อเนื่อง หากคิดเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ การส่งออกและการนำเข้าใน 7 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 18.5% และ 26.7% ตามลำดับ โดยจีนมียอดเกินดุลการค้าอยู่ที่ 6.8737 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเล็กน้อยจาก 6.835 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อน ความแตกต่างของอัตราการเติบโตระหว่างการคำนวณด้วยเงินหยวนและดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงเวลาดังกล่าว โดยรวมแล้ว ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มการค้าต่างประเทศของจีนที่ยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องมาตลอดปีนี้ ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพที่ดีขึ้น และวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตของการค้าตลอดทั้งปี
ด้านการส่งออก สินค้าประเภทเครื่องจักรกลและอุปกรณ์ไฟฟ้า (เครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์) ยังคงทำหน้าที่เป็น "หลักค้ำยัน" การเติบโตทางการค้าของจีน ข้อมูลศุลกากรระบุว่า มูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่มเครื่องจักรกลและไฟฟ้าในช่วง 7 เดือนแรกอยู่ที่ 11.12 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 21.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนถึง 63.8% ของมูลค่าการส่งออกรวมของจีน ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 3.8 จุดเปอร์เซ็นต์ สินค้าในกลุ่มนี้รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า เครื่องพิมพ์สามมิติ และหุ่นยนต์อุตสาหกรรม สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างการส่งออกของจีนกำลังยกระดับไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีเทคโนโลยีสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับเป็นอีกเดือนหนึ่งที่สัดส่วนการส่งออกสินค้ากลุ่มเครื่องจักรกล-ไฟฟ้ายังคงสูงกว่า 60% ต่อเนื่องมาหลายเดือนในปีนี้ สะท้อนถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ในห่วงโซ่อุปทานโลกที่แข็งแกร่งขึ้น
ด้านการนำเข้า สินค้ากลุ่มเครื่องจักรกลและไฟฟ้าก็มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยในช่วง 7 เดือนแรก มูลค่าการนำเข้าสินค้ากลุ่มเครื่องจักรกลและไฟฟ้าของจีนอยู่ที่ 5.31 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 29.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 41.9% ของมูลค่าการนำเข้ารวม นักวิเคราะห์ระบุว่า การที่อัตราการเติบโตของการนำเข้าสูงกว่าการส่งออกอย่างต่อเนื่อง สะท้อนทั้งความต้องการภายในประเทศและความต้องการของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมจีนที่มีต่อเครื่องจักรอุปกรณ์ขั้นสูง ชิ้นส่วนหลัก และวัตถุดิบ ขณะเดียวกันยังบ่งชี้ว่ามาตรการเชิงนโยบายของจีนในการขยายการเปิดกว้างและส่งเสริมการค้าที่สมดุลมากขึ้นเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งนี้ยังสะท้อนว่า ท่ามกลางการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกที่เร่งตัวขึ้น บริษัทจีนกำลังกระจายแหล่งจัดหาสินค้าจากต่างประเทศให้หลากหลายมากขึ้น และมีอิสระในการเลือกซัพพลายเออร์มากขึ้นด้วย
การพุ่งขึ้นของการส่งออกสินค้าสีเขียวและคาร์บอนต่ำถือเป็นจุดเด่นที่สุดจุดหนึ่งในตัวเลขการค้ารอบนี้ ข้อมูลศุลกากรระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรก การส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าของจีนเพิ่มขึ้นถึง 71.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน การส่งออกแบตเตอรี่ลิเทียมเพิ่มขึ้น 35.8% และการส่งออกกังหันลมผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 34.8% ทั้งสามกลุ่มสินค้านี้รวมกันกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางการค้า ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมระบุว่า แนวโน้มนี้เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานใหม่ของจีนที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และการเร่งบุกตลาดต่างประเทศของบริษัทต่าง ๆ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกต่อกำลังการผลิตสินค้าสีเขียวของจีน ท่ามกลางกระบวนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก เมื่อตลาดต่างประเทศจำนวนมากขึ้นเร่งเดินหน้าสู่ระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด คำสั่งซื้อส่งออกของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องของจีนก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก ทำให้สินค้าสีเขียวคาร์บอนต่ำถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาสำหรับการเติบโตของการค้าต่างประเทศจีนในอนาคต
เมื่อพิจารณาข้อมูลรายเดือน การเติบโตของการค้าต่างประเทศในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียวก็ยังคงแข็งแกร่งเช่นกัน และยิ่งตอกย้ำบทบาทของสินค้าที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมต่อการส่งออก ตามรายงานของศุลกากรจีนและสื่อที่เกี่ยวข้อง การส่งออกของจีนในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 23.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 27.7% โดยยอดเกินดุลการค้าประจำเดือนอยู่ที่ 1.125 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่า 9.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นถึง 40.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่มูลค่าการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากปีก่อน นักวิเคราะห์ตลาดระบุว่าปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องกับความต้องการที่แข็งแกร่งต่อเนื่องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลก และบางฝ่ายยังระบุว่าบริษัทบางแห่งอาจเร่งส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากมาตรการภาษีที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมีผลทำให้อัตราการเติบโตของการส่งออกในเดือนดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น
ในแง่คู่ค้า อาเซียนยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีน โดยในช่วง 7 เดือนแรก มูลค่าการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนอยู่ที่ 5.14 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างจีนกับประเทศหุ้นส่วนภายใต้ข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road) อยู่ที่ 15.36 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 15.5% คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการค้าต่างประเทศรวมของจีน นอกจากนี้ ในช่วงเดียวกัน การค้าระหว่างจีนกับสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น 9.5% กับลาตินอเมริกาเพิ่มขึ้น 15.4% และกับแอฟริกาเพิ่มขึ้น 18.9% ซึ่งล้วนเติบโตในอัตราที่ค่อนข้างสูง ในทางตรงกันข้าม การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียง 2.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน และการนำเข้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียง 1.4% ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเติบโตกับคู่ค้าหลักรายอื่นของจีนอย่างชัดเจน ความแตกต่างนี้สะท้อนว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่ในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ การค้าต่างประเทศของจีนกำลังพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ น้อยลง ขณะที่ความสัมพันธ์ทางการค้ากับตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนายังคงลึกซึ้งขึ้นต่อเนื่อง โดยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและโครงการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการเติบโตของการค้าทวิภาคี
ในด้านผู้ประกอบการ วิสาหกิจเอกชนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางการค้าของจีน ข้อมูลศุลกากรระบุว่า ในช่วง 7 เดือนแรก วิสาหกิจเอกชนมีสัดส่วนเกือบ 60% ของมูลค่าการค้าต่างประเทศรวมของจีน และยังคงเป็นกลุ่มผู้ประกอบการทางการค้าต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของจีนต่อไป บทวิเคราะห์จากช่องทางทางการของจีน ทั้งเว็บไซต์รัฐบาลจีนและสำนักข่าวซินหัว ระบุว่า การส่งออกที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ซึ่งเป็นตัวแทนของสินค้าที่มีเทคโนโลยีสูงและมูลค่าเพิ่มสูง กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางการค้าต่างประเทศของจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่สัดส่วนของสินค้ากลุ่มเครื่องจักรกล-ไฟฟ้า และสินค้าสีเขียวคาร์บอนต่ำในการส่งออกรวมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์ระบุว่าวิสาหกิจเอกชนซึ่งมีกลไกการดำเนินธุรกิจที่ยืดหยุ่นกว่าและตอบสนองต่อตลาดได้รวดเร็วกว่า มีบทบาทเชิงรุกในการบุกเบิกตลาดเกิดใหม่และพัฒนาสินค้าที่มีความแตกต่าง จึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันให้โครงสร้างการค้าต่างประเทศของจีนได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
ตลอดปีนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ไม่สม่ำเสมอ แนวโน้มกีดกันทางการค้าที่เพิ่มขึ้นในบางประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมถึงแรงกดดันจากกำแพงภาษีและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยังคงมีอยู่ ล้วนสร้างความไม่แน่นอนให้กับสภาพแวดล้อมการค้าโลก ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว การที่การค้าต่างประเทศของจีนยังสามารถเติบโตในอัตราสองหลักโดยรวม พร้อมกับโครงสร้างการส่งออกที่ยกระดับไปสู่สินค้าเทคโนโลยีสูงและมูลค่าเพิ่มสูงเร็วขึ้น ถูกมองว่าสะท้อนถึงความยืดหยุ่นและขีดความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานของจีนในระดับหนึ่ง หลายหน่วยงานและนักวิจารณ์ระบุว่า ความพยายามของบริษัทจีน โดยเฉพาะวิสาหกิจเอกชน ในการบุกเบิกตลาดต่างประเทศที่หลากหลายและยกระดับเทคโนโลยีของสินค้า เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตัวเลขการค้ายังคงรักษาการเติบโตที่แข็งแกร่งไว้ได้ ก่อนหน้านี้หลายหน่วยงานระหว่างประเทศมีมุมมองที่ค่อนข้างระมัดระวังต่อการเติบโตของการค้าโลก แต่ผลงานด้านการค้าต่างประเทศของจีนในช่วง 7 เดือนแรกถูกมองว่าดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจเป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่น ๆ ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอก
โดยสรุป ข้อมูลการค้าต่างประเทศในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้แสดงให้เห็นว่าการค้าต่างประเทศของจีนกำลังขยายตัวทั้งในเชิงปริมาณและมีการยกระดับเชิงโครงสร้างไปพร้อมกัน กล่าวคือ มูลค่าการนำเข้า-ส่งออกโดยรวมยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยอัตราการเติบโตของการนำเข้าสูงกว่าการส่งออก สะท้อนการเติบโตพร้อมกันของอุปสงค์ภายในประเทศและความต้องการของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน สัดส่วนของสินค้ากลุ่มเครื่องจักรกล-ไฟฟ้า และสินค้าสีเขียวคาร์บอนต่ำในการส่งออกยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของการเติบโตทางการค้า นักสังเกตการณ์คาดว่า เมื่อมาตรการนโยบายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องยังคงถูกนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และบริษัทต่าง ๆ เดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น การค้าต่างประเทศของจีนมีแนวโน้มที่จะรักษาการเติบโตที่ค่อนข้างมั่นคงต่อไปในช่วงครึ่งหลังของปี สำหรับไทยและประเทศอาเซียนอื่น ๆ ตัวเลขการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนที่เพิ่มขึ้น 20% ในช่วง 7 เดือนแรกนี้ ยังสะท้อนว่า เมื่อโครงสร้างการค้าต่างประเทศของจีนได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โอกาสด้านความร่วมมือห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคและโอกาสทางการตลาดก็มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย