ในการแถลงข่าวชุด “ก้าวแรกของแผนห้าปีฉบับที่ 15” ซึ่งจัดโดยสำนักงานข้อมูลข่าวสารคณะรัฐมนตรีจีนเมื่อวันที่ 14 กันยายน รองประธานคณะกรรมการสุขภาพและอนามัยแห่งชาติ กัว เยี่ยนหง พร้อมด้วยประธานคณะกรรมการฯ เหล่ย ไห่เฉา และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ได้แถลงว่าในช่วงแผนห้าปีฉบับที่ 15 จีนจะเร่งพัฒนาระบบนโยบายสนับสนุนการมีบุตรให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ปรับปรุงระบบประกันบริการด้านการคลอดและเลี้ยงดูบุตร พร้อมสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อการมีบุตรมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการพัฒนาประชากรที่มีคุณภาพสูง แถลงการณ์ทางการยังระบุว่า ระบบเงินอุดหนุนเลี้ยงดูบุตรที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2568 ได้ช่วยเหลือครอบครัวไปแล้วกว่า 30 ล้านครอบครัว ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการคลอด เลี้ยงดู และการศึกษาบุตรของประชาชน คำแถลงนี้ถูกสื่อจีนหลายแห่งรายงานอย่างกว้างขวางระหว่างวันที่ 14-15 กันยายน และกลายเป็นสัญญาณสำคัญที่ทำให้ต่างชาติจับตาดูทิศทางนโยบายประชากรระยะต่อไปของจีน การแถลงข่าวครั้งนี้เป็นหนึ่งในชุดการแถลงข่าวของสำนักงานข้อมูลข่าวสารคณะรัฐมนตรีที่จัดขึ้นตามหัวข้อนโยบายต่างๆ ของแผนห้าปีฉบับที่ 15 ต่อเนื่องจากการแถลงข่าวเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมก่อนหน้านี้ โดยประเด็นประชากรและสุขภาพถูกจัดให้แถลงข่าวเฉพาะในช่วงกลางเดือนกันยายน ซึ่งแสดงถึงความสำคัญของประเด็นนี้ในแผนโดยรวม
ข้อมูลจากทางการระบุว่า ระบบสนับสนุนการมีบุตรของจีนมีความก้าวหน้าในระดับหนึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ครอบครัวสามารถรับเงินอุดหนุนเลี้ยงดูบุตรจำนวน 3,600 หยวนต่อปีสำหรับบุตรอายุต่ำกว่า 3 ขวบทุกคน ไม่ว่าจะเป็นบุตรคนที่หนึ่ง สอง หรือสาม จนกว่าบุตรจะมีอายุครบ 3 ขวบ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มีการแจกเงินอุดหนุนสวัสดิการโดยตรงแก่ประชาชนทั่วประเทศในลักษณะครอบคลุมทุกคนอย่างเสมอภาค โดยในปี 2569 รัฐบาลกลางได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนเฉพาะสำหรับเรื่องนี้ประมาณ 99,900 ล้านหยวน ในขณะเดียวกัน นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ทั้ง 31 มณฑล เขตปกครองตนเอง และเทศบาลระดับจังหวัดของจีน รวมถึงกองพันการผลิตและก่อสร้างซินเจียง ได้นำโครงการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่เหมาะสมเข้าสู่ระบบเบิกจ่ายประกันสุขภาพขั้นพื้นฐานครบทุกพื้นที่แล้ว โดยในช่วงครึ่งปีแรกของ 2569 มีผู้เข้ารับบริการด้านเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากประกันสุขภาพทั่วประเทศกว่า 1.7 ล้านครั้ง ซึ่งสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติจีนคาดการณ์ว่านโยบายนี้จะช่วยเพิ่มจำนวนเด็กเกิดใหม่ได้ประมาณ 300,000 คนต่อปี
สำหรับช่วงแผนห้าปีฉบับที่ 15 ผู้บริหารคณะกรรมการสุขภาพและอนามัยแห่งชาติเผยแนวทางนโยบายขั้นต่อไป ได้แก่ หนึ่ง เดินหน้าดำเนินระบบเงินอุดหนุนเลี้ยงดูบุตรอย่างเข้มข้น และปรับเพิ่มมาตรฐานเงินอุดหนุนตามศักยภาพทางการคลังของแต่ละพื้นที่ สอง พิจารณาใช้ระบบเงินอุดหนุนแบบขั้นบันไดสำหรับครอบครัวที่มีบุตรหลายคน คือยิ่งมีบุตรมากยิ่งได้รับเงินอุดหนุนมากขึ้น สาม ปรับปรุงมาตรการหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องกับการคลอดและเลี้ยงดูบุตรเพื่อลดภาระภาษีของครอบครัว สี่ ศึกษาแนวทางสิทธิประโยชน์กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวที่มีบุตรหลายคน รวมถึงเงินอุดหนุนซื้อบ้านและสิทธิพิเศษด้านการเช่า ห้า เร่งพัฒนาบริการดูแลเด็กเล็กแบบครอบคลุมราคาย่อมเยา ผลักดันการบูรณาการระบบดูแลเด็กเล็กกับการศึกษาปฐมวัย โดยมีเป้าหมายเพิ่มอัตราการเข้าสถานรับเลี้ยงเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบให้สูงขึ้นอีก 6 จุดร้อยละภายในปี 2573 มาตรการเหล่านี้ถูกทางการเรียกว่าเป็นกลไก “แบ่งเบาต้นทุนการมีบุตร” ที่ครอบคลุมทั้งกระบวนการคลอด เลี้ยงดู การศึกษา การรักษาพยาบาล และที่อยู่อาศัย
ในด้านสุขภาพมารดาและเด็ก คณะกรรมการสุขภาพและอนามัยแห่งชาติได้กำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณที่ชัดเจน โดยภายในปี 2573 อัตราการเสียชีวิตของมารดาทั่วประเทศจะต้องลดลงเหลือต่ำกว่า 12 คนต่อการคลอดมีชีพ 100,000 ครั้ง และอัตราการเสียชีวิตของทารกจะต้องลดลงเหลือต่ำกว่า 3.5 ต่อพันคน พร้อมทั้งจะเดินหน้าโครงการป้องกันและควบคุมความผิดปกติแต่กำเนิดอย่างจริงจัง เสริมสร้างการตรวจก่อนตั้งครรภ์และในช่วงต้นของการตั้งครรภ์ การตรวจคัดกรองและวินิจฉัยก่อนคลอด รวมถึงเพิ่มความสามารถในการดูแลรักษามารดาและทารกแรกเกิดที่มีภาวะวิกฤต เพื่อยกระดับคุณภาพบริการด้านสุขภาพมารดาและเด็กโดยรวม นักวิเคราะห์ชี้ว่า การที่ทางการนำนโยบายสนับสนุนการมีบุตรมาบูรณาการเข้ากับบริการสุขภาพมารดา-เด็กและการคุ้มครองด้านการเจริญพันธุ์ในกรอบเดียวกัน สะท้อนว่าทางการยอมรับว่าการให้เงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะพลิกกลับความต้องการมีบุตรที่ซบเซาได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องลดต้นทุนด้านการรักษาพยาบาลและการดูแลในกระบวนการมีบุตรและเลี้ยงดูควบคู่กันไปด้วย
การประกาศนโยบายชุดนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ของจีนที่ลดลงต่อเนื่อง จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ปี 2568 มีจำนวนเด็กเกิดใหม่ทั่วประเทศ 7.92 ล้านคน อัตราการเกิดอยู่ที่ 5.63 ต่อพันคน ลดลงจาก 9.54 ล้านคนในปี 2567 หรือลดลงประมาณ 1.62 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนลดลงใกล้เคียงร้อยละ 17 ณ สิ้นปี 2568 อัตราการเพิ่มโดยธรรมชาติของประชากรทั่วประเทศลดลงถึง -2.41 ต่อพันคน ขณะที่สัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงถึงร้อยละ 15.9 ซึ่งมีความแตกต่างกับสัดส่วนประชากรวัยเด็กอายุ 0-15 ปี (ร้อยละ 16.4) แคบลงเหลือเพียงร้อยละ 0.5 นักวิชาการด้านประชากรศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องว่า การที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่องไม่เพียงจะเร่งกระบวนการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของจีนเท่านั้น แต่ยังจะสร้างแรงกดดันระยะยาวต่อกำลังแรงงานในอนาคต ระบบประกันสังคมเพื่อการเกษียณ และความยั่งยืนของระบบสาธารณสุข ซึ่งเป็นบริบทโดยตรงที่ทำให้ทางการยกระดับนโยบายสนับสนุนการมีบุตรให้เป็นภารกิจสำคัญของแผนห้าปีฉบับที่ 15
ที่ควรกล่าวถึงคือ ข้อความในการแถลงข่าวครั้งนี้ที่ระบุว่าต้องการ “รักษาสถานะจีนให้เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกต่อไป” นั้น ไม่สอดคล้องกับข้อมูลประชากรล่าสุดของสหประชาชาติอย่างชัดเจน เนื่องจากสถานการณ์จริงได้เปลี่ยนไปแล้ว จากข้อมูล “แนวโน้มประชากรโลก” (World Population Prospects) ของกองประชากรแห่งสหประชาชาติ อินเดียได้แซงหน้าจีนขึ้นเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2566 และภายในปี 2569 สหประชาชาติประเมินว่าจีนมีประชากรประมาณ 1,403 ล้านคน ขณะที่อินเดียมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,480 ล้านคน ทั้งสองประเทศรวมกันคิดเป็นสัดส่วนเกือบร้อยละ 35 ของประชากรโลกที่มีอยู่ราว 8.2 พันล้านคน ข้อมูลคาดการณ์ของสหประชาชาติยังชี้ว่าช่องว่างนี้จะกว้างขึ้นต่อไปในอนาคต โดยภายในปี 2593 ประชากรจีนจะหดตัวลงอีกกว่าร้อยละ 10 เหลือประมาณ 1,260 ล้านคน ขณะที่ประชากรอินเดียจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,690 ล้านคน และยังคงครองอันดับหนึ่งของโลกต่อไป กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลก ไม่ใช่อันดับหนึ่งอีกต่อไป และการที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่องนี้เองที่เป็นสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงอันดับดังกล่าว ซึ่งก็สะท้อนความเร่งด่วนของนโยบายสนับสนุนการมีบุตรที่ทางการเร่งผลักดันอยู่ในขณะนี้จากอีกมุมหนึ่งด้วย
หากมองในเชิงพัฒนาการของนโยบาย กรอบสนับสนุนการมีบุตรในช่วงแผนห้าปีฉบับที่ 15 นี้ถือเป็นความต่อเนื่องของการปรับนโยบายด้านประชากรของจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในปี 2564 จีนได้ปรับนโยบายจาก “อนุญาตให้มีบุตรคนที่สองได้ทั่วประเทศ” มาเป็น “นโยบายมีบุตรได้สามคน” พร้อมออกมาตรการควบคู่เพื่อลดภาระด้านการคลอด เลี้ยงดู และการศึกษาของครอบครัว หลังจากนั้น หลายพื้นที่ทั่วประเทศได้ทยอยออกมาตรการจูงใจ เช่น เงินอุดหนุนการแต่งงานและการมีบุตร สิทธิพิเศษในการซื้อที่อยู่อาศัย ตามการรวบรวมของสื่อด้านเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีหลายมณฑลและเมืองที่ออกนโยบายให้เงินรางวัลจดทะเบียนสมรสหรือเงินช่วยเหลือการมีบุตรในระดับท้องถิ่นแล้ว เช่น เมืองหางโจว หนิงโป และอี้อูในมณฑลเจ้อเจียง มอบคูปองส่วนลด 1,000 หยวนให้คู่บ่าวสาว เมืองอู๋หูในมณฑลอานฮุยให้คูปองส่วนลด 2,000-10,000 หยวนตามยอดใช้จ่าย บางพื้นที่ในมณฑลกวางตุ้งมอบเงินสดให้คู่บ่าวสาวตั้งแต่ 2,500 หยวนไปจนถึง 80,000 หยวน อำเภอหมิงซีในเมืองซานหมิง มณฑลฝูเจี้ยน มอบเงิน 3,000 หยวนให้คู่ที่จดทะเบียนสมรสและตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน พร้อมเงินอุดหนุนการมีบุตรคนที่หนึ่งถึงสามอีก 2,000-5,000 หยวน ส่วนเมืองลวี่เหลียงในมณฑลซานซีเริ่มมอบเงินสด 1,500 หยวนให้คู่บ่าวสาวที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข ณ เคาน์เตอร์จดทะเบียนสมรสตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 โดยจ่ายไปแล้วกว่า 17 ล้านหยวนในช่วง 7 เดือนแรก นักวิเคราะห์มองว่า การเปลี่ยนจากการเน้นผ่อนคลายข้อจำกัดจำนวนบุตรในช่วงแรก มาสู่ระบบสนับสนุนแบบครบวงจรที่ให้เงินอุดหนุนจริง ขยายความคุ้มครองด้านการแพทย์ และให้สิทธิประโยชน์ด้านที่อยู่อาศัยและภาษีในปัจจุบัน สะท้อนว่าจุดศูนย์กลางของนโยบายประชากรจีนได้เปลี่ยนจาก “การควบคุมการมีบุตร” ไปเป็น “การส่งเสริมการมีบุตร” และเครื่องมือทางนโยบายก็มีความหลากหลายมากขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านประชากรศาสตร์หลายคนก็เตือนว่า จากประสบการณ์ในระดับนานาชาติ ประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นแม้จะออกมาตรการเงินอุดหนุนการมีบุตร การลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร และบริการดูแลเด็กเล็กในระดับที่ไม่น้อยมานานแล้ว แต่อัตราการเกิดก็ยังคงซบเซาต่อเนื่องเป็นเวลานาน สะท้อนว่ามาตรการจูงใจทางเศรษฐกิจมีขีดจำกัดในการยกระดับความต้องการมีบุตร ปัจจัยเชิงลึกยังรวมถึงแรงกดดันเชิงโครงสร้างด้านที่อยู่อาศัย การศึกษา การแข่งขันในการทำงาน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงมุมมองเรื่องการแต่งงานและการมีบุตรของคนรุ่นใหม่ จนถึงขณะนี้ คณะกรรมการสุขภาพและอนามัยแห่งชาติจีนยังไม่ได้เปิดเผยขนาดงบประมาณที่แน่ชัดของนโยบายสนับสนุนการมีบุตรในช่วงแผนห้าปีฉบับที่ 15 สัดส่วนการร่วมรับผิดชอบของท้องถิ่น หรือกำหนดเวลาที่จะออกกฎเกณฑ์รายละเอียดตามมา โดยมาตรการที่เกี่ยวข้องจะถูกกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านเอกสารที่จะออกตามมาในระยะต่อไป นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นพ้องว่า การจะพลิกกลับแนวโน้มจำนวนเด็กเกิดใหม่ของจีนที่ลดลงต่อเนื่องได้จริงหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของเงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องติดตามว่าต้นทุนโดยรวมด้านการเลี้ยงดู การศึกษา และที่อยู่อาศัยจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญไปพร้อมกันหรือไม่